
ดันอุตฯอาหาร 9.5 หมื่นราย แข่งผลิตด้วยนวัตกรรม
สถาบันอาหารเซ็นเอ็มโอยูสภาหอการค้าฯ ดันสมาชิก 9.5 หมื่นราย ลุยแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและอาหารแข่งด้วยนวัตกรรม มอบส่วนลด 5-30% จูงใจใช้บริการ
วันที่ 19 สิงหาคม 2563 นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สถาบันอาหารและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารด้วยด้วยนวัตกรรม ณ สถาบันอาหาร
นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนางานด้านอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ภายใต้ขอบเขตความร่วมมือคือ 1. พัฒนาอาหารให้ตรงตามความต้องการของตลาดสู่เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร 2.ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านอาหารในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 3.สนับสนุนช่องทางการตลาด 4.ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรม 5. พัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และ 6.ถ่ายทอดองค์ความรู้ การบริหารจัดการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อพัฒนางานด้านอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
3 องค์กรมั่นใจส่งออกอาหาร ปี 63 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท
ลั่นปั้นไทย ติด 1 ใน 10 ส่งออกอาหารโลก
อานิสงส์โควิด ไทยลุ้นแซงเบลเยียม ผงาดท็อป 10 อาหารโลก
"เกษตร-พาณิชย์"ผนึกกำลังสร้างไทยศูนย์กลางอาหารโลก
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ด้านนายพจน์ กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับ 3 เสาธุรกิจหลัก (Value Chains) ได้แก่ 1. ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ 2. ภาคการค้าและการลงทุน และ 3.ภาคเกษตรและอาหาร เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และพันธกิจของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ภาคธุรกิจเกษตรและอาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีจำนวนประชากรรายครัวเรือน ปี 2562 จำนวน 7.9 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่เกษตรกรรม 149 ล้านไร่ของพื้นที่ประเทศ และมีกำลังแรงงานในภาคเกษตรจำนวนทั้งสิ้นกว่า 11.88 ล้านคน โดยการส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2563 คาดจะมีมูลค่าถึง 1,025,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดทั้งปีภาคเกษตรและอาหารของไทยต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ อันเนื่องมาจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภัยแล้งที่สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตร ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตตกต่ำ การขาดมาตรฐานสินค้า (Food Safety) และปัญหาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจเกษตร อาทิ ปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบ เป็นต้น
การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการยกระดับความร่วมมือและเครือข่ายระหว่างองค์กรที่สำคัญ ที่จะร่วมกันพัฒนาด้านอาหารตามความต้องการของตลาดสู่เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ซึ่งสถาบันอาหาร จะเป็น Think Tank ให้สมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ 95,000 ราย โดยสถาบันอาหาร จะให้คำปรึกษา บริการ และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์
นางอนงค์ กล่าวด้วยว่า สถาบันอาหาร ขอเชิญชวนสมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้ามาใช้บริการของสถาบันอาหาร เพียงแสดงบัตรสมาชิกของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยสถาบันอาหารจะมอบส่วนลด 5-30% ในการใช้บริการของสถาบันอาหาร










