svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
thansettakij

ลั่นปั้นไทย ติด 1 ใน 10 ส่งออกอาหารโลก

19 มกราคม 2563

    ผอ.สถาบันอาหารคนใหม่ประกาศนำทัพยกระดับ SME – OTOP ไทยสู่อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปขั้นสูง มุ่งเป้า 1 ใน 10 ผู้ส่งออกอาหารของโลก
  ลั่นปั้นไทย ติด 1 ใน 10 ส่งออกอาหารโลก

     นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหารคนใหม่ หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม เผยทิศทางการขับเคลื่อนสถาบันอาหารในปี 2563 ว่าจะเร่งสานต่อมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูประยะ 10 ปี สู่ภาคปฏิบัติ มุ่งยกระดับกลุ่ม SME และ OTOP ผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและของเหลือ หนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารอนาคต(Future Food)   เตรียมร่วมมือกับหลายภาคส่วนศึกษาวิจัยการผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากกัญชง 

ลั่นปั้นไทย ติด 1 ใน 10 ส่งออกอาหารโลก      นอกจากนี้จะขยายขอบเขตการส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ไปในวงกว้าง  พร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอาหารสู่ Smart Factory โดยเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายด้านเทคโนโลยีกับหน่วยงานชั้นนำในต่างประเทศ  เดินหน้าให้บริการการผลิตระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กเพื่อทดลองตลาดแบบครบวงจรด้วย Food Industrial Transformation Center  2 แห่งทั้งในกรุงเทพ และสงขลา  สู่เป้าหมายการเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก และศูนย์กลางการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพของอาเซียน

  ลั่นปั้นไทย ติด 1 ใน 10 ส่งออกอาหารโลก     สำหรับในปี 2562 ที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารโลกอันดับที่ 11 ด้วยมูลค่า 33,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีส่วนแบ่งในตลาดโลกร้อยละ 2.51 ดีขึ้นจากปี 2561 ที่อยู่อันดับที่ 12 และเมื่อเทียบกับ 5 ประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียพบว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากจีน โดยมีอินเดียอยู่อันดับที่ 3  อินโดนีเซียอันดับที่ 4 เวียดนาม อันดับที่ 5 และมาเลเซีย อันดับที่ 6

ลั่นปั้นไทย ติด 1 ใน 10 ส่งออกอาหารโลก  สำหรับแนวทางการดำเนินงานภายหลังเข้ารับตำแหน่ง(เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันอาหารเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2562) สถาบันอาหารเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูประยะ 10 ปี สู่ภาคปฏิบัติ เป็นนโยบายหลักรับช่วงต่อจากมาตรการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งในปีนี้(2563) จะมุ่งเน้นการยกระดับผู้ประกอบการอาหาร 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ประกอบการระดับ SME ที่มีอยู่เกือบ 1 หมื่นราย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth)  และในส่วนของผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนหรือ OTOP ที่มีอยู่กว่า 1 แสนราย ซึ่งเป็นพลังหลักในการสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

“ทิศทางการทำงานในปี 2563  จึงมุ่งเน้นกิจกรรมหลักที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างนวัตกรรมด้านอาหาร เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในแต่ละระดับอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความพร้อมในการลงทุนของผู้ประกอบการ เน้นนวัตกรรมที่ทำได้ทันที  ด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในกลุ่มอาหารอนาคต(Future Food) ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ อาหารวีแกน อาหารนักกีฬา อาหารผู้สูงอายุ อาหารเด็ก การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและของเหลือ เช่น การผลิตไซรัปจากข้าว รวมทั้งการปรับปรุงกระบวนการผลิตใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอน เพื่อตอบโจทย์ลดการใช้แรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น”

      นางอนงค์ กล่าวอีกว่า ที่เป็นเรื่องใหม่ของปีนี้คือการทุ่มเทบุคลากรให้กับการศึกษาวิจัยการผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากกัญชง ซึ่งสถาบันอาหารมีความพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอดแก่ผู้ประกอบการในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ทั้งด้านงานวิจัย กฎหมาย การค้า การพัฒนาวิธีตรวจวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณสาร CBD ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชง ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย   การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากส่วนต่างๆ ของกัญชง  การถ่ายทอดเทคโนโลยี การอบรมเผยแพร่ความรู้  โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเตรียมความพร้อมหลังกฎหมายปลดล็อก 

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้มีการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง  เป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยให้กับผู้ผลิตและผู้ให้บริการอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศทุกระดับ ตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน Street Food  Food Truck โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจบริการอาหาร สถานที่ให้บริการอาหารแก่คนหมู่มาก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์อาหาร เป็นต้น และเพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอาหารสู่ Smart Factory  สถาบันอาหารได้มีการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายด้านเทคโนโลยีกับหน่วยงานชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อเป็นทางลัดในการพัฒนาและถ่ายทอด ให้ผู้ประกอบการได้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถเข้าถึง และนำมาปรับใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น       
 

      สำหรับประวัตินางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท M.Sc. in Engineering Science Louisiana State University มีประสบการณ์การทำงานหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ล่าสุดดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(2559-2560) รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(2560-2561) และผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม(2561-2562)