thansettakij
thansettakij
คลังชูโมเดล STI เคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว บนเวที เวที IMF-World Bank 2026

คลังชูโมเดล STI เคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว บนเวที เวที IMF-World Bank 2026

16 ต.ค. 69 | 11:06 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 11:37 น.

เวที IMF–World Bank 2026 เดินหน้าหนุนการเงินยั่งยืน ฝั่งกระทรวงการคลังชูโมเดล STI ปรับโครงสร้างพลังงาน ยกระดับเศรษฐกิจสีเขียว

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังนำเสนอโมเดล "STI" บนเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวของไทย
  • หลักการ S-Stabilize คือการสร้างเสถียรภาพโดยเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบวงกว้างเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย
  • หลักการ T-Transition คือการผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และเปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า (Prosumer)
  • หลักการ I-Invest คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสร้างกลไกการเงินที่ยั่งยืนเพื่อดึงดูดทุนภาคเอกชน พร้อมพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต

ในงานเสวนา Organized by Thailand: Financing a Resilient Green Economy เวทีเสวนาที่จัดโดยกระทรวงการคลัง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026

นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในอดีตการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นรับมือกับวิกฤต (Resilient Economy) และการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Greener Economy) มักถูกมองแยกออกจากกัน แต่จากวิกฤตพลังงานและแรงกระแทกภายนอกที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าทั้งสองเรื่องหลอมรวมกัน (Converged) เพราะเศรษฐกิจที่เป็นสีเขียวและสะอาดขึ้น จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานภายนอกและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบเศรษฐกิจโดยตรง

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีข้อจำกัดทางการคลัง และพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงเกือบ 10% ของ GDP ซึ่งส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังได้ดำเนินนโยบายตาม 3 คำสำคัญ คือ STI ได้แก่

Stabilize (สร้างเสถียรภาพ) เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหว่านแห (Oil fuel subsidies) ในยามเกิดวิกฤต มาเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย (Targeted support) แก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ เพื่อตัดความเชื่อมโยงระหว่างสถานะทางการคลังของประเทศกับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

คลังชูโมเดล STI เคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว บนเวที เวที IMF-World Bank 2026

Transition (การเปลี่ยนผ่าน) ผลักดันแพ็กเกจนโยบายกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น มาตรการอุดหนุนทางการคลังให้ครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบสายส่งไฟฟ้า (Grid deregulation) เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า เปลี่ยนบทบาทประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กจากผู้บริโภคไฟฟ้า (Consumer) ให้กลายมาเป็น "Prosumer" (ผู้ผลิตและผู้บริโภคไฟฟ้าไปพร้อมกัน)

Invest (การลงทุนและกลไกการเงินยั่งยืน) ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid modernization) และสร้างกลไกการเงินยั่งยืนเพื่อดึงดูดทุนภาคเอกชน โดยร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank), ธนาคารกรุงไทย และ EXIM Bank ในโครงการ "Low Carbon City Project" มุ่งปรับปรุงอาคารและนิคมอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบบริหารจัดการพลังงาน และการใช้ระบบ Digital MRV ในการวัดผล ตรวจสอบ และรับรองการลดคาร์บอน เพื่อนำคาร์บอนเครดิตไปซื้อขายกับผู้ซื้อต่างประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาดักจับและพัฒนาตลาดคาร์บอนของไทยให้เชื่อมโยงกับสากล

สำหรับการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่วิกฤตภูมิอากาศขึ้นอยู่กับการแก้ข้อจำกัด 3 ด้านหลัก

1. Awareness (การตระหนักรู้) สร้างความเข้าใจว่าความผันผวนทางภูมิอากาศกำลังกลายเป็นเรื่องปกติ และต้องมีข้อมูลข่าวสารความรู้ด้านภูมิอากาศ (Climate intelligence)

2.Incentives (การสร้างแรงจูงใจ) กำหนดราคาความเสี่ยง (Pricing of risk) ให้ถูกต้องเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยไม่อุดหนุนจนบิดเบือนการปรับตัว (เช่น เกษตรกรที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน)

3.Capacity (ศักยภาพโครงการ) การสร้างความพร้อมในการพัฒนาโครงการปรับตัวที่ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้จริง (Bankable projects) โดยใช้เงินสาธารณะ MDBs และ Blended Finance เข้ามาช่วย

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาต้องใช้หลักการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยขออัญเชิญแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เน้นย้ำว่าการพัฒนาต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-based) ต้องเข้าใจประชาชน และทำให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของตนเองในการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะที่ยังมีข้อเสนอในจัดตั้งสถาปัตยกรรมทางการเงินระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Financial Architectureเพื่อรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศ โดยต่อยอดจากประสบการณ์ยุควิกฤตการเงิน ผ่าน 3 เสาหลัก

  1. การแบ่งปันข้อมูล Climate modeling และระบบเตือนภัยล่วงหน้าระดับภูมิภาค (Information sharing & Early warning systems)
  2.  การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนและการสร้างมาตรฐาน Taxonomy ที่ทำงานร่วมกันได้ (Interoperability)
  3.  การรวมทรัพยากร (Resource pooling) ทั้งเงินทุน ความเชี่ยวชาญ การสร้างศักยภาพ และการระดมทุนภาคเอกชนแบบ Blended Finance โดยอาศัยจังหวะที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อเนื่องกัน

สำหรับข้อเสนอในอีก 5 ปีข้างหน้านั้น มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพคน (Capacity building) ควบคู่กับการสร้างงานสีเขียวใหม่ (Green jobs) และการปรับเปลี่ยนทักษะงานในปัจจุบันให้เป็นสีเขียว (Greening current jobs) โดยเสนอให้ปรับชื่อการทำงานเป็น Financing a resilient green economy that creates good jobs