thansettakij
thansettakij
ตลาดเครื่องเสียงแข่งดึงคนฟัง Marshall ใช้ Livehouse ขยายฐานลูกค้า

ตลาดเครื่องเสียงแข่งดึงคนฟัง Marshall เปิด Livehouse แห่งแรก ขยายฐานลูกค้า

16 ต.ค. 69 | 04:08 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 04:08 น.

ตลาดเครื่องเสียงขยายสู่ไลฟ์สไตล์ Marshall เลือกไทยเปิด Livehouse แห่งแรกของโลก หวังเชื่อมศิลปินสู่เวทีสากล พร้อมขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ รับกระแสหูฟังมีสายกลับมาแรง และรุกตลาดลำโพงปาร์ตี้ปี 2570

KEY

POINTS

  • Marshall เลือกไทยเปิด Livehouse แห่งแรกและแห่งเดียวของโลก หลังตลาดไทยแข็งแกร่งทั้งด้านแบรนด์และยอดขาย โดยครองอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
  • ตลาดเครื่องเสียงขยายจากคุณภาพเสียงสู่ไลฟ์สไตล์ Marshall ในปี 2570 พร้อมพัฒนาหูฟังและลำโพงรุ่นใหม่ที่มีราคาจับต้องง่ายขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ โดยปัจจุบันยอดขายผ่านหน้าร้านมีสัดส่วน 60% และออนไลน์ 40%
  • หูฟังมีสายกลับมาเป็นเทรนด์ทั่วโลก จนสินค้าผลิตไม่ทันและขายหมดเป็นระยะตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์และการใช้สินค้าเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น 

เมืองไทยยังคงเป็นดินแดนแห่งคอนเสิร์ต Marshall แบรนด์เครื่องเสียงระดับโลก เลือกประเทศไทยเปิด Marshall Livehouse แห่งแรกและแห่งเดียวของโลก หลังตลาดไทยแข็งแกร่งทั้งด้านแบรนด์และยอดขายในภูมิภาค เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้ศิลปินไทยต่อยอดสู่ตลาดสากล ควบคู่ขยายธุรกิจเครื่องเสียงสู่กลุ่มลำโพงปาร์ตี้และสินค้าไลฟ์สไตล์ รับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองเครื่องเสียงเป็นมากกว่าอุปกรณ์ฟังเพลง

Marshall เลือกไทยเปิด Livehouse แห่งแรกของโลก

ตลาดเครื่องเสียงกำลังขยายการแข่งขันจากคุณภาพเสียงและเทคโนโลยี ไปสู่การสร้างประสบการณ์และความเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค โดย Marshall แบรนด์เครื่องเสียงจากอังกฤษ เลือกประเทศไทยเป็นฐานเปิด Marshall Livehouse แห่งแรกและแห่งเดียวของโลก พร้อมใช้ดนตรีสดเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงแบรนด์กับศิลปินและผู้บริโภค ควบคู่กับการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายขึ้น

 

นางสาวหทัยชนก อรรถบุรานนท์ Head of Music and Culture Marshall Livehouse

 

นางสาวหทัยชนก อรรถบุรานนท์ Head of Music and Culture Marshall Livehouse เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความแข็งแกร่งของแบรนด์ Marshall ทั้งด้าน Brandind และยอดขาย โดยมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพิจารณาตลาดเอเชียโดยรวม ยอดขายในไทยเป็นรองเพียงจีนและอินเดีย

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นพื้นที่นำร่องของ Marshall Livehouse ภายใต้ความร่วมมือระหว่างทีมในประเทศไทยและ Marshall Global เพื่อสร้างพื้นที่สนับสนุนระบบนิเวศดนตรีสด (Live Music Ecosystem) และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับอุตสาหกรรมดนตรีในระยะยาว

สร้างพื้นที่แก้โจทย์ศิลปินยุคดิจิทัล

นางสาวหทัยชนกกล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานกับศิลปินมากกว่า 5 ปี พบว่าการเผยแพร่เพลงผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงทำได้ง่ายขึ้น แต่ศิลปินอิสระจำนวนหนึ่งยังขาดความรู้ด้านการตลาดเพลง การผลิตผลงาน การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมต่อกับค่ายเพลง จึงเกิดแนวคิดสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงผลงาน พบปะผู้ฟัง และเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจดนตรีมากขึ้น

 

ตลาดเครื่องเสียงแข่งดึงคนฟัง Marshall เปิด Livehouse แห่งแรก ขยายฐานลูกค้า

 

อีกปัจจัยหนึ่งคือพฤติกรรมผู้ฟังไทยที่เปิดรับศิลปินและดนตรีหน้าใหม่ ขณะเดียวกัน หากเกิดความชื่นชอบแล้ว แฟนเพลงไทยมีแนวโน้มสนับสนุนศิลปินอย่างเหนียวแน่น แม้เป็นศิลปินที่มีฐานแฟนคลับไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาศิลปินและสร้างฐานผู้ฟังในระยะยาว

Marshall Livehouse เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และมีศิลปินไทยขึ้นแสดงแล้วมากกว่า 200 วง รวมถึงศิลปินจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย สะท้อนบทบาทของพื้นที่ที่เชื่อมโยงศิลปินหลากหลายกลุ่มเข้ากับผู้ฟังและเครือข่ายดนตรี

นอกจากนี้ การแสดงในพื้นที่ยังเป็นโอกาสให้ทีมงานระดับโลกของ Marshall ทำความรู้จักศิลปินไทย เพื่อนำไปต่อยอดด้านการสื่อสาร การทำคอนเทนต์ และกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยกรณี แรปเปอร์อิสระชาวไทย ซึ่งได้รับการคัดเลือกและเซ็นสัญญากับ Marshall Records ที่มีสำนักงานหลักในอังกฤษ ถือเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับค่ายดังกล่าว และมีแผนผลักดันสู่การแสดงในระดับนานาชาติ รวมถึง World Tour ในปีถัดไป

ใช้ดนตรีสดเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภค

Marshall เดินหน้าสนับสนุนวัฒนธรรมดนตรีสดผ่านแคมเปญระดับโลก “Keep Live Music Alive” โดยมีโครงการ The Echo of Thai Sound ซึ่งสนับสนุนศิลปินไทย 6 วง และกิจกรรม Live From Marshall Livehouse ที่จัดขึ้นในประเทศไทยระหว่างวันที่ 15–17 ตุลาคม 2569

กิจกรรมดังกล่าวนำเสนอการแสดงของศิลปินหลายแนวและหลายช่วงวัย พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างศิลปิน คนดนตรี และผู้ฟัง โดยมีทั้งศิลปินรุ่นใหม่จากโครงการ The Echo of Thai Sound และศิลปินที่มีประสบการณ์ในวงการ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ดนตรีหลากหลายแนวเข้าถึงผู้ฟัง ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการใช้ Music & Culture เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์แบรนด์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสื่อสารคุณสมบัติสินค้า แต่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับประสบการณ์จริงและความสนใจของผู้บริโภค

ปี 2570 ขยายตลาดลำโพงปาร์ตี้ เพิ่มทางเลือกสินค้า

นางสาวอิสยาห์ บุญสร้าง Regional Brand Manager - Thailand, Vietnam & Malaysia กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของ Marshall ในปี 2570 จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงแบรนด์ ดนตรี วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และขยายประสบการณ์การใช้งานเครื่องเสียงให้หลากหลายขึ้น

 

oางสาวกิตยาภรณ์ สุวรรณ Trade Marketing Manage

 

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาต่อยอดทิศทางดังกล่าวคือ Bromley 150 ลำโพงปาร์ตี้รุ่นใหม่ ซึ่งออกแบบให้รองรับกิจกรรมร่วมกันมากกว่าการเปิดเพลงฟังเพียงอย่างเดียว สามารถเชื่อมต่อไมโครโฟนและเครื่องดนตรี เพื่อร้องเพลง เล่นกีตาร์ หรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้ พร้อมฟังก์ชันไฟที่เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง

การขยายสู่ตลาด Party Speaker เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มโอกาสในหมวดเครื่องเสียงที่ตอบโจทย์การใช้งานและสังสรรค์ ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์หูฟังและลำโพงรูปแบบใหม่ที่มีราคาย่อมเยาขึ้น รวมถึงเพิ่มตัวเลือกสีในรุ่นยอดนิยม เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ด้านพฤติกรรมผู้ซื้อ Marshall พบว่าการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสเปกทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยด้านความชื่นชอบในแบรนด์และการออกแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหูฟังเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายและเครื่องประดับ ขณะที่แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับความสนใจด้านดนตรีเป็นหลัก มากกว่าการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามอายุเพียงอย่างเดียว

นอกจากกลุ่มหูฟังและลำโพงพกพา Marshall ยังทำตลาดเครื่องเสียงภายในบ้านและ Soundbar ซึ่งวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียมสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม รวมถึงหูฟังมีสายที่กลับมาได้รับความนิยมในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา จนเกิดภาวะสินค้าขาดตลาดเป็นระยะ

ออฟไลน์ยังครองยอดขาย 60%

ปัจจุบัน Marshall มีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายประมาณ 1,800 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมห้างสรรพสินค้า ร้านจำหน่ายสินค้าไอทีและโทรศัพท์มือถือ รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยสัดส่วนยอดขายมาจากช่องทางออฟไลน์ประมาณ 60% และออนไลน์ 40% ขณะที่ยอดขายออนไลน์เติบโตขึ้นทุกปี

สำหรับกลุ่มลูกค้าเดิมของแบรนด์มีฐานสำคัญอยู่ในกลุ่ม Gen Y ส่วนการขยายไปยัง Gen Z และ Gen Alpha ใช้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร และสีสันของสินค้าเป็นเครื่องมือสร้างความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและการแสดงออกถึงตัวตน

กระแสหูฟังมีสายกลับมาฮิต ขายดีจนขาดตลาด

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดเครื่องเสียงคือกระแสหูฟังมีสาย (Wired Earphones) ที่กลับมาได้รับความนิยมทั่วโลก โดยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระบุว่า ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นจนสินค้าผลิตไม่ทันและเผชิญภาวะขายหมด (Sold Out) ต่อเนื่องเป็นระยะตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าการเลือกซื้ออุปกรณ์ฟังเพลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีไร้สายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยด้านดีไซน์ ความชื่นชอบ และการใช้สินค้าเพื่อแสดงตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สำหรับ Marshall กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับแนวทางขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่มองหูฟังเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ขณะที่แผนธุรกิจปี 2570 ยังมุ่งเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์ ทั้งหูฟังและลำโพงที่มีราคาย่อมเยาขึ้น ตลอดจนขยายตลาดลำโพงปาร์ตี้และเครื่องเสียงสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย

ทั้งนี้ Marshall ยังร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและพันธมิตรในตลาดท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับวัฒนธรรมสตรีทและไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นอีกแนวทางในการขยายฐานลูกค้านอกเหนือจากกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงโดยตรง

การเลือกไทยเป็นที่ตั้งของ Marshall Livehouse แห่งแรกของโลกจึงไม่ได้มีเพียงมิติของการสร้างพื้นที่จัดแสดงดนตรี แต่ยังเป็นการใช้ความแข็งแกร่งของตลาดไทยและวัฒนธรรมดนตรีเป็นฐานเชื่อมต่อศิลปินสู่เครือข่ายระดับโลก ควบคู่กับการขยายตลาดเครื่องเสียงไปสู่การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นในปี 2570