thansettakij
thansettakij
จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 3

จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 3

27 ก.พ. 2569 | 23:30 น.

จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 3 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4179

KEY

POINTS

  • แนะนำนักเขียนให้เริ่มต้นจากการสังเกต จดบันทึกเพื่อหา "หัวเชื้อความคิด" และต้องเรียนรู้ลงมือทำจริง โดยไม่ลอกเลียนหรือ "ฮุบ" ผลงานของผู้อื่น
  • การนำเสนอเนื้อหาแบบ "สาระบันเทิง" ผ่านมุกตลกและเรื่องขำขันเป็นกลยุทธ์ที่เข้าถึงคนไทยได้ดี เพราะเป็นสิ่งที่คนไทยชื่นชอบและเข้าใจง่าย
  • งานเขียนที่ดีต้องมีแก่นสาระสำคัญ ("ได้เนื้อได้น้ำ") และหลีกเลี่ยงการเขียนยืดยาวไร้ประเด็น ซึ่งเป็นเพียงส่วนเกินที่ผู้เขียนเรียกว่า "ดอกแทรก"

อย่าลืม “รากเหง้าของหัวใจ” นักเขียนสมัครเล่นที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ นอกจากจะอาศัยแม่ไม้ “ครูพักลักจำ” เราก็ควรจะ “ฝันสด” ควบคู่กันไป ใครหวังว่าจะ “รวยรู้เรื่อง” จำต้อง “เรียนรู้เรื่อง” และ “ลองให้รู้รส” 
นักท่องโลกถิ่นยุโรปเขามี สมุดปกแข็งขนาดย่อม กับ ปากกา หันซ้ายหันขวาจดตะลุยคุ้ยจะพึด ชักช้าก็ไม่ได้แอ้ม

พรวดพราดก็ไม่น่ารัก เราต้องรู้จัก “ไล่เบี้ย” เสาะหา “หัวเชื้อความคิด” ให้ตรง “จุดโดนใจ” ลงทุนพอควรไม่งั้นหัวจะป่วนตามกระแสไม่ทัน ผมเองเริ่มใช้กลเม็ด “สุดขอบคว้า” ขอเวลานอกเพื่อจะบอกว่า ผมจะขอพักคำว่า “สุดขอบฟ้า” ตอนเริ่มต้นก็ไม่ผลีผลาม เนื่องจากมีเงื่อนไขติดตามตัวว่า “ช่วงแขนผมมันสั้น” (ฮา)

เราลองมาคิดแบบทีเล่นที่จริงว่า คนไทยไม่ปฏิเสธวิชา แต่ทว่า เขามักชอบอ่านมุกขำกลิ้งเป็นหลัก อย่างเช่น

ฝรั่งสอนลูก

สิ่งที่ดีที่สุดจะยากที่สุด อย่าได้หวังอะไรง่ายๆ

ญี่ปุ่นสอนลูก

คนทำงานทุกคนมีค่า คนไม่ทำงานไร้ค่า

คนจีนสอนลูก

เหงื่อไม่ตกอย่าหวังร่ำรวย อย่าคิดไปรวยทางลัด

คนไทยสอนลูก

เรียนสูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน ทำงานไม่เป็นก็ไม่เป็นไร

(ปล. รับประกันได้เลยว่า “เจอเนื้อจืดไม่ต้องซื้อยานอนหลับ!”)

เราลองมาคิดแบบทีเล่นเกินจริงดูสิว่า คนไทยจะลืมตาดูมุกนี้สักกี่ท่าน

2 วันทอง

30 เดือนทอง

365 ปีทอง

40 วัยทอง

คนไม่มีผัว คานทอง

(ปล. รับประกันได้เลยว่า เขาน่าจะ ยิ้ม 40 : เขาคงจะ หรี่ตา 60 !!! )
ภรรยา ฉันให้สามีกินเบียร์วันละกระป๋อง 

เราลองมาตอบวัดดวงหน่อยว่า คนไทยเราจะ (1) กึ่งยิ้ม กึ่งฮา (2) กึ่งหึๆ (3) ก็งั้นๆ ผมว่า “1”

สามีถามภรรยาหยั่งเชิงว่า “ขอวันละสองได้ป่ะ”

ภรรยาให้ความเห็นว่า “จะกินวันละกี่กระป๋องก็ได้ แต่ต้องทำการบ้าน กระป๋องละที” ตั้งแต่นั้นมา สามีรักษาสุขภาพดีมาก กิบเบียร์ปีละกระป๋อง (ฮา)

เราลองมาตอบวัดดวงกันอีกทีว่า คนไทยเราจะตอบเหมือนเดิมไหม 
สาวเสียงสูงตะโกนใส่นักข่าวว่า “การเผือก คือ จิตอาสา เพราะฉันขยันทำโดยไม่รับค่าตอบแทน” (ฮา)

เรามาเอาจริงเอาจังกันเลยว่า คนไทยเราจะ ฮา! หรือว่า เชอะ! สำหรับผมชูธงว่า จะฮาไว้ล่วงหน้าเลยนิ

กรุณาอ่านก่อนเข้าร้าน

ไม่ใส่แมส...ห้ามเข้า

สวมแมสที่คาง

เหมือนสวมถุงยางที่ไข่

ไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ (ฮา)

แม้จะหนีบเอาตัวอย่างมาวางไว้นิดเดียว แต่พอจะประมาณได้เลยว่า ผู้ที่เอาแต่สสะดวก คิดอะไรง่ายๆ เขาก็จะมีนิสัยง่ายๆ ย่ำอยู่กับที่ ครั้นเมื่อจะต้องส่งงานแต่ละที ก็จะฮุบเกินพอดีจนกลายเป็นคนมักง่าย 

ผมจึงจะขอย้ำถึงข้อสำคัญในการเป็นนักเขียนว่า อย่าฮุบความรู้ จงเชิดชูผลงาน ที่ จด หรือ ถ่าย เอาไปศึกษา ไทยเราเขาช้ำใจกันอยู่ว่า คนเหล่านั้นทำไมจึงกล้าที่จะฮุบ อย่างเช่น “ชุดลื้อ” เป็นผลงานต้นแบบของ นักถักทอในถิ่นไทย 

อุตส่าห์ออกแบบจัดทำ “ชุดลื้อ” จู่ๆ “นักทัศนาจร” เห็นสินค้าพลิกโฉมเป็น “นักทัศนาโจน” เจ้าของสิทธิ์ก็กระอัก ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า ไทยเราพลาดเองที่ตั้งชื่อเสื้อผ้าอาภรณ์ว่า “ชุดลื้อ” จะให้ว้าวจนเขาอึ้งเราจะต้องตั้งชื่อชุดนี้ว่า “ชุดอั๊วะ” (ฮา)

“สุข” แปลว่า “สบาย” ถ้าอธิบายแบบ บทคัดย่อ ผู้ฟังเขาจะได้ความรู้ในระดับ “เข้าใจ” ผมว่า “หน้าที่ของนักล่า” ที่จะสรรหา “สาระบันเทิง คือ “ได้เนื้อได้น้ำ ไม่จำเป็นจะต้องสุมไฟสุดชายแดน สุมไปสุมมาเจอลมพัดหวนชะตาตัวเองจะด้วนเร็วเกินคาด สิงสาราสัตว์พลอยโนลูกหลงไปซะงั้น 

พูดเรื่องนี้สมองผมก็แล่นปรู๊ดย้อนภพชาติคิดถึง ท่านพี่ สมบัติ เมทะนี เจอผมที่ไรก็แย่งกันสวัสดี ผมเป็นห่วงตอนที่ ท่านพี่ เข้าร่วมพรรคการเมือง รุ่งขึ้นก็โดน สื่อค้างฟ้า ตีข่าวด้วยถ้อยคำจุ๊ดจู๋ว่า “บัติซบพรรค…” โชคดีที่ท่านพี่ไม่ฟ้อง คดีสุดชอบฟ้า กว่าจะตัดสินจบเบ็ดเสร็จคันเบ็ดก็หักไปหลายตังค์ ต้องเดินทางไกลมาฟัง คำพิพากษาศาลฎีกา มันจะยืดยาดเหมือนอย่างที่เขียนให้ท่านอ่านเพิ่มอยู่นี่แหละ 

เริ่มจำแนกได้แล้วใช่ไหมครับ ถ้อยคำที่เขียนลากยาวไม่ถือว่าเป็น “ดอกสร้อย” ผมบัญญัติเองว่า ส่วนเกินที่มันคือ “ดอกแทรก” ถึงกระนั้นก็อย่าดูหมิ่น คนที่มีวาสนาดีเลิศเขาจะพลิกเกมจาก “ดอกแทรก” กลายเป็น ดอกสวรรค์ เฉยเลย

คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4179