thansettakij
เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 15

เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 15

06 ก.พ. 2569 | 23:00 น.

เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 15 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

ความ “บ้า” บางอย่าง กลับกลายเป็นแบรนด์ได้ ถ้าใช้ถูกทาง

อารมณ์ขันกับความกวน มีเส้นบาง ๆ ระหว่างเสน่ห์กับการไล่ลูกค้า

ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่แม่ค้าก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

สุดท้ายภาพลักษณ์ร้านสะท้อนเจตนาของคนขาย
 

ครั้งนี้มีตำนานด้านอัธยาศัยเล่าปิดท้ายกันหน่อยว่า ย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1881 มี หญิงชรา ท่าทีซึมกระทือสติไม่อือไม่หือ เข้าข่ายไม่สมประกอบคนหนึ่ง ที่เขาใช้เวลาทั้งวันนั่งอยู่ข้างบ่อน้ำ ดื่มน้ำแร่ ผู้คนสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า “คนบ้า” ของหญิงชราผู้นี้ เริ่มดูเหมือนจะมีอาการเป็นเหมือนกับคนอื่นๆ มากขึ้น 

ผู้คนนับพันก็แห่กันไปที่บ่อน้ำมหัศจรรย์แห่งนี้ และ ตั้งชื่อให้มันว่า “บ่อน้ำบ้า” แพทย์เขาแจ้งข่าวร้ายว่า ไม่มีวิธีรักษาโรคกระเพาะอาหารที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่า “หมดหวัง” ปรากฏว่า นายดิสมุค ที่เข้ามาร่วมวงสังเกตท่าทีของ หญิงชรา เขาเริ่มดื่มน้ำวิเศษจาก "บ่อน้ำมหัศจรรย์" หลังจากไม่นานนัก อาการปวดท้องของเขาก็หายไป ในปี 1904 

เมื่อสุขภาพของเขากลับมาแข็งแรง นายดิสมุค จึงก่อตั้ง บริษัทน้ำแร่ โดยเลือกเอาฉายา  “คนบ้า” ของ หญิงชรา ท่านนั้น มาตั้งชื่อดึงดูดความสนใจว่า CRAZY WATER เป็นการย้อนรอยกลับด้านให้ผู้คนรู้จักมองในแง่ดี เมื่อปี 1881

ถึงแม้จะไม่น่าไว้ใจชวนให้รำคาญตามแบบฉบับ “กวนโอ๊ย” อ่านข่าวนี้แล้วก็คิดถึงจ้าวโลก เอาไว้วันไหนว่าง จะซื้อ CRAZY WATER ไปมอบให้กับ ท่านทรัมป์ จะได้ดื่มแก้มึน (ฮา) 

เล่าเรื่องตีมึนก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า โซนตัวอย่างของการตีมึนยียวน เมืองเราก็มีพื้นที่ “กวนโอ๊ย” หลากหลายไม่ใช่น้อย ว่าแล้วก็ลองสาวเหยื่อเอามาเผื่อให้หมู่เฮาช่วยกันเข้าฌาณผลัดกันดูว่า สำนวนไหนร้าย สำนวนไหนดี ทั้งนี้ ขอไม่อ้างอิงว่า เป็นผลงานของ ห้างใด ร้านไหน แบไต๋กันเลยว่า เรือนชาน สำราญมากกว่า เรือนจำ (ฮา)

อย่างเช่น

“ซื้อบ้างซิวะ อย่ามัวแต่ถาม รถอะไหล่เก่า อยากขายว่ะ”

ถ้าลูกค้ายังไม่หงุดหงิดก็ยังพอจะรับได้

“ไม่ซื้ออย่าถาม ถ้าไม่รู้จักก็ไม่ต้องแดก”

ระหว่าง หนึ่ง รื่นรมณ์ กับ สอง ลื่นล้ม ลูกค้าคงอยากจะเห็น แม่ค้า อ้าแขนรับเลขสอง มากกว่า 

“เขตปลอดนักเลง คนห้าวกินข้าวผ่านธูป ตีกันตรงนี้กูตีซ้ำ กู้ภัยพร้อมห่อ สุดหล่อพร้อมยัง เปลคนเก่ง

อยากกิน กินเลย ตอนมีลมหายใจ ตายไปไม่ได้กิน นะคะ”

ลูกค้า ยิ้มครึ่ง อึ้งนิด มีแววว่าจะแซง

เคสนี้สิครับ คัดลอกมาจาก เว็บบอร์ด จาก Postjung ชาวเน็ตอึ้ง ป้ายร้านอาหาร หลากหลายอารมณ์ในใบเดียว ผมจะจัดวางไปทีละบรรทัด ไม่เอามารวมกันเป็นก้อน จะได้อ่านง่ายขึ้นนะครับ

ร้านเปิดห้าโมงเย็น ไม่ถึงห้าโมงเย็น ไม่ต้องมาซื้อ ไม่มีขาย
ร้านปิดสองทุ่ม ถ้ามาแล้วไม่เห็น แปลว่าหมดก่อนเวลา ไม่ต้องมาถาม ไม่มีขาย

ขีดละ 35 สามขีด 105 ไม่ใช่สามขีดร้อย

จะซื้อกี่ขีดกี่กิโลก็พูดมา อย่าให้แม่ค้าต้องถาม เสียเวลา อารมณ์เสีย

ที่นี่ร้านขายหมูทอด ไม่ใช่เกมยี่สิบคำถาม สั่งแล้วห้ามเปลี่ยนใจ

ซื้อแค่ขีดเดียว สั่งได้แค่อย่างเดียว

ซื้อขีดเดียวสั่งหลายอย่าง ไม่ขาย

ใครแซงคิวก็ไปด่ากันเอง แม่ค้าขายของ ไม่ใช่มีหน้าที่รอรับคิว

ร้านนี้ขายหมูทอด ไม่ได้ขายข้าวเหนียว อย่าถามหาข้าวเหนียว ไม่มีขาย

นี่คือการแลกเปลี่ยน แม่ค้าไม่ได้แบมือขอเงินใครฟรีๆ เพราะฉนั้น ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า จำไว้ โดยเฉพาะลูกค้าเรื่องมาก ไสหัวไป๊.....
ลูกค้าเพียงแค่สะกิดจิตสำนึก

“เอ่อ...คือ..จะขายไหมฮะ?”

ลูกค้ารายแรกเพียงแค่หยั่งเชิง

ปล. ชาวเน็ต คอมเม้นต์ อย่างเช่น  “ใจเขา-ใจเรา เปลี่ยนกันเป็นแม่ค้า ลูกค้า ก็จะเข้าใจ แต่ฉงฉายว่าหมูของเค๊าคงเป็นหมูจากต่างโลกเน่าะ? ถึงได้เขียนป้ายเยี่ยงนี้!! อร่อยฉุดๆ ว่างั้น !!!!!555"

ลูกค้าเริ่มชูใบเหลืองล้อเลียน

“แม่ค้าคนนี้เป็นแรงบันดาลใจ ไห้เราทำกับข้าวกินเอง”

ลูกค้าเริ่มลงมือพูดส่อเสียด

“ไม่แดก จบไม๊ ไปขายที่ไหนก็ไป”

ลูกค้าสำแดงอาการขัดเคือง

“ใช่ครับลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า เพราะว่า พระเจ้าไม่ได้มาซื้อหมูมันแดกครับ”

ลูกค้าเริ่มมีอาการเจ็บใจและปวดในทรวงอก

“ไม่ซื้อ ไม่อุดหนุน ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แม่ค้าก็ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าเช่นกัน แม่ค้าหมูทอด ไม่ได้มีเจ้าเดียวในไทย ถ้าคิดว่าสถุลแล้วดัง ก็ทำต่อไปค่ะ ขอให้ขายดี!”

ลูกค้าท่านนี้ไม่ชักเข้าชักออก บอกความรู้สึกกันตรงไปตรงมา สมมุติว่าถ้าเขาเจอกันซึ่งหน้า หากผู้ปกครองท่านเป็นคนมีสี โอกาสจะด่ากันแบบไม่ต้องแปล อาจจะมีตบตีกันสักสองสามฉาดก็เป็นไปได้

กราบเท้าเอาคติมาฝาก แม่ค้าทั้งหลาย ท่านลงทุนเช่าแผงหรือเปิดร้านเพื่อ หากิน หรือ หาเรื่อง ครับท่าน!

คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล ฐานเศรษฐกิจออนไลน์