thansettakij
thansettakij
หยุดปัญหาฉี่เล็ดของผู้สูงวัย เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา

หยุดปัญหาฉี่เล็ดของผู้สูงวัย เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา

28 ก.พ. 2569 | 01:05 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.พ. 2569 | 01:13 น.

หยุดปัญหาฉี่เล็ดของผู้สูงวัย เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เจอเพื่อรักที่อยู่ในวัยเดียวกันคนหนึ่ง เขาบอกว่าช่วงนี้เขามีปัญหาอั้นปัสสาวะ(อั้นฉี่นั่นแหละครับ)ไม่ค่อยได้ ซึ่งเป็นเรื่อง “ใกล้ตัวแต่พูดไม่ออก” ไม่กล้าบอกคนใกล้ตัว(ภรรยา) เพราะกลัวโดนดุ ผมเชื่อว่าหลายเพื่อน ๆ หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่น่าลำบากใจเช่นนี้ บางคนที่มีอาการรุนแรง ประเภทที่ว่าแค่ไอเบา ๆ จามนิดหน่อย หรือแม้แต่ตอนหัวเราะปนความสุขกับกลุ่มเพื่อน แต่อยู่ดี ๆ ก็ต้องชะงัก เพราะรู้สึกถึง “ความเปียกชื้น” ที่เล็ดลอดออกมาโดยไม่ตั้งใจ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะครับ เพราะมันบ่อนทำลายความมั่นใจ ทำให้เราไม่กล้าไปไหนไกลบ้าน หรือบางคนถึงขั้นเก็บตัวเพราะกังวลเรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

จากการสืบค้นมา ผมอยากจะชวนมากะเทาะเปลือกปัญหาเรื่อง “ปัสสาวะเล็ด” กันให้ชัดเจนครับว่า มันเกิดจากอะไร และที่สำคัญคือ เราจะจัดการมันได้อย่างไรด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ทำได้เองที่บ้าน โดยเน้นไปที่เรื่องอาหารการกินและการปรับพฤติกรรมเป็นหลักครับ

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมอยู่ดี ๆ “ก๊อก” ถึงรั่ว? ต้องยอมรับก่อนครับว่าเมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง กล้ามเนื้อส่วนที่ทำหน้าที่เป็น “หูรูด” และ “อุ้งเชิงกราน” ซึ่งเปรียบเสมือนก๊อกน้ำและฐานที่คอยโอบอุ้มกระเพาะปัสสาวะไว้ มันเริ่มมีการสึกหรอและหย่อนยานลงตามกาลเวลาครับ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรงลง มันก็ไม่สามารถต้านทานแรงดันภายในท้อง เวลาที่เราขยับตัวกะทันหันได้ สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “กล้ามเนื้อหูรูดก็ต้องการสารอาหารเหมือนกล้ามเนื้อแขนขา” ครับ หากเราทานโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายจะไม่มีวัตถุดิบไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อเล็ก ๆ เหล่านี้ ให้แข็งแรงพอที่จะ “ปิดกั้น” ปัสสาวะได้อยู่หมัด ดังนั้น การที่เราอั้นฉี่ไม่อยู่ ส่วนหนึ่งจึงมาจากภาวะที่ร่างกายขาดโปรตีนคุณภาพดี ไปหล่อเลี้ยงนั่นเองครับ

ยาประจำตัวและกลิ่นกาย เป็นสิ่งที่มาคู่กันโดยไม่รู้ตัว นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ “ถุงยา” ของพวกเราครับ ผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูงหรือโรคหัวใจ ซึ่งยาที่คุณหมอจ่ายให้มักจะมีฤทธิ์ “ขับปัสสาวะ” รวมอยู่ด้วย ยาเหล่านี้ทำหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายเพื่อลดความดัน แต่นั่นหมายความว่าร่างกายจะผลิตปัสสาวะออกมามากขึ้นและเร็วขึ้น จนทำให้คนแก่อย่างเราปวดฉี่บ่อยและอั้นไม่อยู่ นอกจากนี้ ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยานอนหลับบางชนิด ยังไปทำให้ระบบประสาทที่คอยสั่งการให้เรากั้นฉี่ทำงาน “ช้าลง” หรือทำให้กล้ามเนื้อหูรูดผ่อนคลายเกินไปในเวลาที่ไม่ควร หลายคนจึงสงสัยว่าทำไมช่วงหลัง ๆ ถึงอั้นฉี่ได้ยากกว่าเดิม ลองสังเกตรายการยาของตัวเองดูครับว่า สัมพันธ์กับอาการที่เป็นหรือไม่ แต่อย่าเพิ่งหยุดยาเองนะครับ ควรนำเรื่องนี้ต้องเพื่อความกล้าที่จะไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาจุดสมดุลร่วมกันครับ

อีกประเด็นหนึ่ง ที่เปราะบางที่สุดคือเรื่อง “กลิ่นตัว” คนแก่ครับ หลายท่านพยายามใช้น้ำหอมหรือสบู่หอมฉีดพ่นเพื่อกลบกลิ่น แต่รู้ไหมครับว่า กลิ่นอับส่วนใหญ่มักมาจากคราบปัสสาวะ ที่เล็ดค้างอยู่ตามเสื้อผ้า แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อเจอกับความอุ่นของร่างกายและความอับชื้น แบคทีเรียจะทำงานทันที จนเกิดกลิ่นแอมโมเนียที่ฉุนจัด การแก้เรื่องกลิ่นที่ถูกต้องคือการ “กั้นให้ได้” และ “ดื่มน้ำให้พอ” เพื่อเจือจางปัสสาวะไม่ให้มีกลิ่นแรงครับ

การป้องกันที่ดี ก็คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินครับ เรามาลองเจาะลึกแหล่งโปรตีนที่สามารถส่งเข้าร่างกายเพื่อไปซ่อมแซมหูรูด ในเมื่อเราอยากหายจากอาการ แต่ไม่อยากทำกายภาพบำบัดที่ยุ่งยาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเปลี่ยน “เมนูอาหาร” เพื่อส่งสารอาหารไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อหูรูดโดยตรงครับ อาหารตัวแรกก็คือไข่และปลา นี่คือพระเอกที่ขาดไม่ได้จริง ๆ เพราะในบรรดาแหล่งโปรตีนทั้งหมด “ไข่” ถือเป็นโปรตีนที่ร่างกายนำไปใช้ได้เกือบ 100% ครับ การทานไข่ต้มหรือไข่ตุ๋นวันละ 1-2 ฟอง ถือว่าดีมาก ส่วน “ปลา” นั้นมีเส้นใยกล้ามเนื้อที่สั้นกว่าเนื้อแดง ทำให้เคี้ยวง่ายและย่อยง่ายมาก ร่างกายไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการย่อยเยอะ แต่สามารถดึงสารอาหารไปซ่อมแซมหูรูดได้ทันที ลองเปลี่ยนมาทานปลานึ่งซีอิ๊วหรือแกงจืดลูกชิ้นปลาดูนะครับ ตัวต่อมาคือพลังจากพืช เช่น เต้าหู้และนมถั่วเหลือง (ไม่ได้โฆษณาร้านเต้าหู้เท็นเนนของผมนะครับ) สำหรับคนที่ไม่อยากทานเนื้อสัตว์เยอะ “เต้าหู้” คือคำตอบครับ เพราะเต้าหู้มีโปรตีนคุณภาพดี และสารที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ช่วยพยุงระบบทางเดินปัสสาวะในผู้สูงวัยได้ด้วย การจิบนมถั่วเหลืองหวานน้อยในมื้อว่าง ก็เป็นวิธีเพิ่มโปรตีนที่ทำได้ง่ายและสบายท้องครับ

จะเห็นว่าเคล็ดลับของการกินง่ายมาก แต่ต้องมีโปรตีนใน “ทุกมื้อ” เพราะนี่คือข้อสำคัญที่สุดครับ ร่างกายผู้สูงอายุดูดซึมโปรตีนได้จำกัดต่อมื้อ หากกินเยอะแค่มื้อเดียว ร่างกายจะขับส่วนที่เหลือทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เราจึงต้อง “กระจายการกิน” ให้มีโปรตีนในมื้อเช้า กลางวัน และเย็น เพื่อให้ร่างกายมีวัตถุดิบซ่อมแซมหูรูดตลอด 24 ชั่วโมงครับ

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว การปรับพฤติกรรมประจำวัน ก็จะช่วยให้เราควบคุมร่างกายได้ดียิ่งขึ้นครับ เช่น การจัดระเบียบการดื่มน้ำ โดยไม่ควรอดน้ำครับ แต่ให้ใช้วิธี “จิบบ่อย ๆ” แทนการดื่มทีละมาก ๆ และควรลดการดื่มน้ำก่อนเข้านอนสัก 2 ชั่วโมง เพื่อให้หลับสนิท ไม่ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกซึ่งเสี่ยงต่อการล้ม นอกจากนี้ยังต้องฝึกฉี่ตามเวลา อย่ารอจนปวดจัด ให้ลองจัดเวลาเข้าห้องน้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อลดแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ ไม่ให้มันเต็มจน “ล้น”ออกมาเวลาเราไอหรือจาม

อีกเรื่องหนึ่งคือการเลี่ยงตัวกระตุ้น โดยเฉพาะชา กาแฟ และน้ำอัดลม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะและทำให้กระเพาะปัสสาวะไวเกินเหตุ ถ้าเลี่ยงได้ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู จะช่วยได้มากครับ อีกวิธีหนึ่งคือ การบริหาร “ขมิบ” (Kegel Exercise) เมื่อเรานั่งดูทีวีหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ครับ ให้ลองเกร็งกล้ามเนื้อเหมือนกำลัง “กลั้นฉี่” ค้างไว้ 3 วินาทีแล้วคลายออก ทำเซตละ 10 ครั้ง วันละ 3-4 รอบ ความสม่ำเสมอจะช่วยให้หูรูดกลับมาแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือจะใช้เทคนิคการ “ล็อกก่อนไอ” (The Knack) วิธีทำคือก่อนที่จะไอ จาม หรือลุกขึ้นยืน ให้ทำการ “ขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานค้างไว้ก่อน” เพื่อปิดประตูปัสสาวะให้แน่นหนาล่วงหน้า ช่วยป้องกันอาการเล็ดในจังหวะฉุกเฉินได้ดีเยี่ยมครับ

การดูแลตัวเองในวันที่เราอยู่ในช่วงของวัยชรา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ แต่มันคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย และแก้ไขให้ถูกจุด เมื่อเราส่งเสบียง (โปรตีน) ไปซ่อมแซม และฝึกใช้งาน (ขมิบ) อย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะกลับมาสะอาดไร้กลิ่นกวนใจ จะทำให้คนแก่อย่างเรา กลับมาหัวเราะได้กว้างขึ้น เดินเหินได้อย่างมั่นใจ และออกไปพบปะเพื่อนฝูงได้อย่างสง่างาม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกางเกงเปียกอีกต่อไปครับ รำลึกไว้เสมอว่า “สุขภาพที่ดีและความมั่นใจเริ่มได้ที่จานข้าวและการใส่ใจตัวเองในทุก ๆ วัน” ครับ!