thansettakij
thansettakij
เรียนรู้จากชีวิตจริง คือของขวัญที่ดีที่สุดจากพ่อแม่

เรียนรู้จากชีวิตจริง คือของขวัญที่ดีที่สุดจากพ่อแม่

28 ก.พ. 2569 | 00:00 น.

เรียนรู้จากชีวิตจริง คือ ของขวัญที่ดีที่สุดจากพ่อแม่ : บทความ โดย...ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4179

KEY

POINTS

  • โลกยุคใหม่ต้องการทักษะการใช้ชีวิตจริง มากกว่าความรู้ในตำรา การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน
  • การให้ลูกได้เผชิญสถานการณ์จริงและเรียนรู้จากโลกกว้าง ช่วยสร้างทักษะสำคัญ เช่น การปรับตัว การแก้ปัญหา และความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งหาไม่ได้ในห้องเรียน
  • การมอบโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้จากชีวิตจริง คือของขวัญและการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดจากพ่อแม่ เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ พ่อแม่ไทยจำนวนมากต่างตั้งคำถามเหมือนกันว่า “เราจะเตรียมลูกให้พร้อมกับอนาคตได้อย่างไร” หลายครอบครัวทุ่มเทให้กับการเรียนพิเศษ การสอบแข่งขัน หรือ การพัฒนาภาษา เพราะเชื่อว่านี่คือ กุญแจสำคัญของความสำเร็จ 

แต่ในความจริง โลกยุคใหม่ต้องการมากกว่านั้น โลกไม่ได้ให้ความสำคัญเด็กเพียงว่า “รู้มากแค่ไหน” แต่โลกกำลังมองหาเด็กที่ “ใช้ชีวิตเป็นแค่ไหน” และนี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดสำคัญที่สังคมไทยควรหันมาให้ความสำคัญ นั่นคือ Experiential Learning หรือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่ออนาคตเยาวชนและประเทศ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การศึกษาไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือ “การลงทุน” ในทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศที่มีคนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น ปรับตัวเป็น และทำงานร่วมกับคนหลากหลายได้ ย่อมแข่งขันได้ดีกว่าในโลกอนาคต 

งานวิจัยด้านทุนมนุษย์ชี้ว่า การลงทุนในเยาวชนให้ผลตอบแทนสูงมาก โดยเฉลี่ยสามารถสร้าง ROI ได้ถึง 7 - 10% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายประเภทเสียอีก กล่าวง่าย ๆ คือ การพัฒนาเด็กวันนี้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของประเทศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 

 

แต่คำถามคือ เรากำลังพัฒนาเยาวชนในมิติที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะระบบการศึกษาจำนวนมาก ยังเน้นการท่องจำ การสอบ และ การแข่งขัน มากกว่าการสร้าง “ทักษะชีวิตจริง” เด็กจำนวนมากอาจทำข้อสอบได้ดี แต่กลับไม่มั่นใจเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง

เช่น การทำงานร่วมกับคนที่คิดต่าง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการปรับตัวในสังคมใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความรู้ในตำรา แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ต้อง “เจอจริง” และ “ผ่านจริง” จึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม

Experiential Learning คือ แนวคิดที่ตอบโจทย์นี้อย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากชีวิตจริง ไม่ใช่แค่การฟังหรืออ่าน แต่คือ การได้สัมผัสสถานการณ์จริง เช่น การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมใหม่ การรับผิดชอบตัวเอง การเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น 

นักการศึกษาระดับโลกอย่าง David Kolb นักทฤษฎีการศึกษาชาวอเมริกัน ผู้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Theory - ELT) ซึ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและสะท้อนคิด อธิบายว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นเป็นวงจร เริ่มจากประสบการณ์ตรง ตามด้วยการสะท้อนคิด การสร้างความเข้าใจใหม่ และการนำไปทดลองใช้ในชีวิตจริง 

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เด็กคนหนึ่งอาจไม่เข้าใจคำว่า “ความแตกต่างทางวัฒนธรรม” จนกระทั่งเขาได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวที่มีวิถีไม่เหมือนบ้านเรา และต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและปรับตัว นั่นคือ การเรียนรู้ที่ลึกกว่าการท่องจำคำศัพท์หลายเท่า

หลายครอบครัวอาจมองว่า โครงการแลกเปลี่ยน หรือ การเรียนต่างประเทศเป็นเพียงเรื่องของภาษา แต่ในความจริง สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “การเติบโตจากข้างใน” โลกยุคใหม่ต้องการเยาวชนที่มีความสามารถเรียนรู้ เข้าใจ และปรับตัวภายใต้ความหลากหลายทาง

วัฒนธรรม หรือ Intercultural Competence คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น เปิดใจต่อความหลากหลาย และสื่อสารอย่างมีความหมายในสังคมโลก เด็กที่มีทักษะนี้จะไม่เพียงพูดภาษาได้ แต่จะทำงานกับคนทั่วโลกที่มีความแตกต่างหลากหลายได้อย่างมั่นใจ

กรณีศึกษาของเอเอฟเอส พบว่า เยาวชนที่ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้แบบสภาพแวดล้อมจริง มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม ความสามารถในการปรับตัว ความมั่นใจในการสื่อสาร และที่สำคัญที่สุดคือ “จิตสำนึกการมีส่วนร่วมต่อสังคม” ซึ่งสะท้อนว่า เด็กไม่ได้แค่เก่งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มีความเป็นพลเมืองโลกมากขึ้น 

สิ่งที่น่าสนใจคือ เด็กจำนวนมากเล่าว่า ช่วงแรกของประสบการณ์เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ ความสับสน และ ความรู้สึกว่า “เราไม่เหมือนคนอื่น” แต่ความรู้สึกนี้เองกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต เช่น ผู้เข้าร่วมโครงการได้เคยสะท้อนว่า “เพิ่งรู้ว่าความอึดอัดไม่ได้มาจากคนอื่น แต่มาจากความคิดในใจของตัวเอง” นี่คือการเรียนรู้ที่ไม่มีในตำรา เพราะมัน คือ การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและตัวตนอย่างแท้จริง 

                         เรียนรู้จากชีวิตจริง คือของขวัญที่ดีที่สุดจากพ่อแม่

อย่างไรก็ตาม “การเดินทาง” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบสนับสนุนที่ดี การเรียนรู้จะไม่ลึกพอ สิ่งที่ทำให้เด็กเติบโตจริง คือ การมีการสะท้อนคิดอย่างมีโครงสร้างผ่านกิจกรรมต่างๆ

เช่น การถอดบทเรียนระหว่างการเข้าร่วมโครงการ โดยมีอาสาสมัครทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา มีการตั้งคำถาม และมีการต่อยอดหลังกลับมายังประเทศไทย เพื่อให้ประสบการณ์ไม่จบลงแค่ความทรงจำ แต่กลายเป็นพลังในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติ ตลอดจนโลกของเราให้น่าอยู่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Experiential Ecosystem หรือระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

รัฐบาลใหม่จึงควรให้ Experiential Learning เป็นนโยบายสำคัญ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม โดยการขยายโอกาสให้เยาวชนทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์จริงอย่างเท่าเทียม บูรณาการ reflection ในระบบการศึกษา และสร้างระบบต่อยอดหลังจบโครงการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เพราะนี่คือ การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ เด็กที่มีทักษะชีวิตและทักษะความเป็นพลเมืองโลกสูงขึ้น จะสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น ลดต้นทุนปัญหาสังคม และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว 

ทั้งนี้ ผู้ปกครองไทยควรเข้าใจว่า สิ่งที่ลูกต้องการอาจไม่ใช่แค่ห้องเรียนที่ดีที่สุด แต่คือ “ช่วงเวลาที่เขาได้เรียนรู้โลกจริง” เพราะชีวิต คือ ห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด การให้ลูกได้เจอโลกกว้าง ได้เจอความแตกต่าง ได้เจอความท้าทาย คือการให้เขาได้ค้นพบตัวเอง และเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 

บางครั้งของขวัญที่ดีที่สุดไม่ใช่การปูทางให้ลูกเดินง่ายที่สุด แต่คือ การให้เขามีความแข็งแรงพอที่จะเดินไปได้ด้วยตัวเองในโลกอนาคต Experiential Learning จึงไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของครอบครัว และของประเทศ

บทความ โดย...ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4179