thansettakij
thansettakij
เปิดสูตรคิด ‘ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท‘เศรษฐา’ตั้งกองทุน1,000 ล้าน ขยายพอร์ตแสนสิริต่อยอดอสังหาฯ

เปิดสูตรคิด ‘ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท‘เศรษฐา’ตั้งกองทุน1,000 ล้าน ขยายพอร์ตแสนสิริต่อยอดอสังหาฯ

28 ก.พ. 2569 | 00:07 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.พ. 2569 | 00:25 น.

เปิดสูตรคิด ‘น้อบ-ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท‘เศรษฐา’ ตั้งกองทุนSansiri Strategic Investment 1,000 ล้าน ขยายพอร์ตแสนสิริ ผนึกพันธมิตร สร้างจุดแข็ง ต่อยอดธุรกิจอสังหาฯ

KEY

POINTS

  • ณภัทร ทวีสิน บุตรชายของเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้บริหารแสนสิริ นำทีมจัดตั้งกองทุนใหม่ “Sansiri Strategic Investment” มูลค่า 1,000 ล้านบาท
  • กองทุนมีเป้าหมายเพื่อลงทุนในธุรกิจ SME ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต เพื่อขยายพอร์ตธุรกิจของแสนสิริและกระจายความเสี่ยง
  • มุ่งเน้นการลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์, โรงแรม, สินค้าอุปโภคบริโภค และการศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ครบวงจร

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กำลังซื้ออ่อนแรง บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “SANSIRI GROWTH INCUBATOR” หน่วยธุรกิจใหม่เชิงกลยุทธ์ พร้อมตั้งกองทุนกองทุนใหม่ “Sansiri Strategic Investment” 1,000 ล้านบาท กระจายความเสี่ยง พุ่งเป้าไปที่การลงทุนธุรกิจSME ในกลุ่ม Real Sector เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประจำวัน โดยมีแนวคิดเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาเพียง “โครงการที่พักอาศัย” ไปสู่การสร้าง “ชุมชนแห่งการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ”

ที่สร้างความฮือฮาไปกว่านั้น คือการปรากฏตัวของ “ น้อบ-ณภัทร ทวีสิน” คนรุ่นใหม่ไฟแรงในวัย 29 ปี บุตรชายคนโตของ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย ผู้ก่อตั้งอาณาจักร “แสนสิริ” นั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ  International Operations บมจ.แสนสิริ บริหารกองทุน1,000 ล้านบาท รวมทั้งทีม “International Operations”

โดยมีเป้าหมาย นำพาพันธมิตรธุรกิจ เติบโต แบบก้าวกระโดด 5-10 เท่าภายใน 3-5 ปี และพร้อมทะยานสู่เวทีโลก ตามโรดแมปที่วางไว้ 3 ปี ตั้งแต่ปี2569 ไปจนถึงปี 2571  ที่เริ่มคิกออฟธุรกิจอย่างเป็นทางการประมาณกลางปี2569 หลังจากก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาช่วยงานแสนสิริเมื่อปี 2024 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการใหม่ ดูแลโปรเจ็กต์ระดับลักชัวรี และซูเปอร์ลักชัวรีที่สร้างความสำเร็จให้เห็นมาแล้ว 

น้อบ-ณภัทร ทวีสิน

จากความแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ “น้อบ-ณภัทร” ย้ำจุดยืนกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่ามั่นใจที่จะพา แพลตฟอร์ม “Sansiri Strategic Investment” 1,000 ล้านบาทของแสนสิริ และพันธมิตร ไปสู่เป้าที่วางไว้อย่างแน่นอนที่มั่นใจเพราะมุ่งเน้น เลือกเฟ้นพันธมิตรที่แข็งแรงจับต้องได้ มีการเติบโตอยู่ก่อนแล้ว สะท้อนถึงความต้องการและเข้าถึงของผู้บริโภค  ที่สำคัญต้องมี DNA เดียวกันกับแสนสิริ 

 ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ  “น้อบ-ณภัทร”เคยรับบทบาทเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในบริษัทชั้นนำระดับโลกมาแล้ว ที่เปรียบเสมือน “หมอธุรกิจ” ช่วยแก้ปัญหา ให้แนะนำพวกเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย  และได้นำประสบการณ์ที่ได้ เป็นแต้มต่อปรับใช้ในองค์กรของแสนสิริ โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ 5 กลุ่มแรก ในการใช้ SANSIRI GROWTH INCUBATOR เป็นฟันเฟืองหลักเพื่อลงทุนในธุรกิจกลุ่ม Real Sector เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตแบบครบวงจรประกอบด้วย

1.กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)

2.ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)

3. โรงแรม (Hospitality)

4. สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)

และ5.การศึกษา (Education)

ที่ “น้อบ-ณภัทร” มองว่า การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Integrated Living Environment หรือสภาพแวดล้อมแห่งการใช้ชีวิตแบบครบวงจร ที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ ได้ในที่เดียว

“SANSIRI GROWTH INCUBATOR” หน่วยธุรกิจใหม่เชิงกลยุทธ์ของแสนสิริ

เมื่อถามว่าได้ขอคำแนะนำและปรึกษาคุณพ่อ (เศรษฐา ทวีสิน) เรื่องการทำงานบ้างหรือไม่ “น้อบ-ณภัทร” อธิบายว่าพูดคุยกันบ้าง  แต่การทำงานไม่ได้ทำเพียงลำพัง โดยมีทีมงาน คนรุ่นใหม่โปรไฟล์ดี อย่าง “ศุภกร คงสมจิตต์” ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment และทีมผู้บริหารภายในของแสนสิริคอยให้การสนับสนุนโดยเฉพาะ “อุทัย อุทัยแสงสุข”กรรมการผู้จัดการใหญ่  แสนสิริ

ขณะวิธีคิดในการจุดประกายกองทุน 1,000ล้านบาท  “น้อบ -ณภัทร” ได้เล็งเห็นว่า แสนสิริ เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์ไทย สร้างความน่าเชื่อถือและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ กว่า 500โครงการ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 2 แสนคน มองว่าน่าจะใช้แพลตฟอร์มไปพร้อมกับแสนสิริได้ นับเป็นจุดแข็งใช้ต่อยอดธุรกิจให้กับลูกบ้านได้รับความสะดวกสบายแบบครบวงจร  ทั้งเครื่องดื่ม อาหาร ไลฟ์สไตล์ การบริการเกี่ยวกับสุขภาพการใช้ชีวิต ภายในโครงการ 

 ในขณะเดียวกันยังมีธุรกิจในเครือหลากหลายและอย่างที่บอก แสนสิริเป็นเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ แต่จะสร้างบ้านอย่างเดียวคงไม่ได้  เมื่อเรามีเงินลงทุนที่พร้อม  มีอีโคซิสเต็มที่แข็งแรง มีบริษัทในเครือหลากหลายครบวงจร ที่เด่นชัดที่สุดคือบริษัทซีเคียวลิตี้ ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ  มั่นใจว่าจะเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างกลมกลืน ระหว่างธุรกิจใหม่กับธุรกิจที่มีอยู่

 เมื่อถามว่า ธุรกิจใหม่ จะกระจายความเสี่ยงในธุรกิจหลักหรือไม่ในช่วงอสังหาริมทรัพย์ขาลง “น้อบ-ณภัทร” ตอบอย่าง มั้นใจว่า แม้เข้าใจได้ว่าอสังหาริมทรัพย์จะมีรอบวัฎจักรขึ้นและลงแต่ มองว่าเป็น  “long-term”  ซึ่งแสนสิริไม่มองแค่ 2 ปีแต่เรามองระยะยาวกว่านั้น ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยยังมีคำตอบและต้องหาพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง 

 น้อบ-ณภัทรมองว่า การที่ต้องทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ ต้องทำงานคู่กัน โดยไม่ได้ไปสั่งเขา แต่ต้องฟังความคิดของเขาด้วย  เมื่อถามว่าปัจจุบัน 5 กลุ่มธุรกิจแรก ได้มีการเจรจาพูดคุยกับใครบ้าง  คำตอบคือ ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ในขณะนี้  เพราะต้องการคัดกรองที่แข็มแข็ง มีตัวตน จับต้องได้  มีการขยายสาขาธุรกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่เงิน 1,000 ล้านบาท มีอยู่แล้วซึ่งอาจมาจากการระดมทุน แต่รูปแบบการลงทุนจะแตกต่างกัน ตามความจำเป็นเหมาะสม ไม่ได้ลงทีเดียวทั้งหมดแต่อาจค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเติบโต โดยเป้ารายได้ ธุรกิจนี้เติบโต 25% ในปี 2030 นอกจากกลุ่มธุรกิจหลัก 

 "ตลอด 42 ปีเราได้มีโครงการมากกว่า 500 โครงการ ใน 20 จังหวัดของไทยและยังมีโครงการลงทุนในต่างประเทศมากกว่า 4 โครงการไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอนหรือที่นิวยอร์ก  แสนสิริมีทรัพยสินที่แข็งแกร่งมากกว่า1.5 แสนล้านบาท  เราอยากจะใช้ จุดเริ่มต้นนี้เพื่อช่วยธุรกิจใหม่ๆ ถ้ามองย้อนกลับไปปี2024 รายได้เราได้มาจากการพัฒนาคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว มีมากกว่า 90% แต่รายได้อื่นๆมีประมาณ 10-12% ถ้ามองไปในอนาคตอีก 5 ปี ข้างหน้าปี2030 ทาเก็ตของเราต้องการรายได้จากส่วนอื่นเพิ่มขึ้นถึง 25% ทำไมถึงเชื่อว่าจะทำตามเป้านี้ได้เพราะเราเชื่อว่าประเทศไทยมีประสิทธิภาพ"

นี่คือแนวคิด ที่ไม่ได้มองแค่ “ผลิตบ้านขาย” แต่ต้องขยับสร้างโอกาสใหม่ กระจายความเสี่ยงเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง!