
เปิดสูตรคิด ‘ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท‘เศรษฐา’ตั้งกองทุน1,000 ล้าน ขยายพอร์ตแสนสิริต่อยอดอสังหาฯ
เปิดสูตรคิด ‘น้อบ-ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท‘เศรษฐา’ ตั้งกองทุนSansiri Strategic Investment 1,000 ล้าน ขยายพอร์ตแสนสิริ ผนึกพันธมิตร สร้างจุดแข็ง ต่อยอดธุรกิจอสังหาฯ
KEY
POINTS
- ณภัทร ทวีสิน บุตรชายของเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้บริหารแสนสิริ นำทีมจัดตั้งกองทุนใหม่ “Sansiri Strategic Investment” มูลค่า 1,000 ล้านบาท
- กองทุนมีเป้าหมายเพื่อลงทุนในธุรกิจ SME ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต เพื่อขยายพอร์ตธุรกิจของแสนสิริและกระจายความเสี่ยง
- มุ่งเน้นการลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์, โรงแรม, สินค้าอุปโภคบริโภค และการศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ครบวงจร
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กำลังซื้ออ่อนแรง บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “SANSIRI GROWTH INCUBATOR” หน่วยธุรกิจใหม่เชิงกลยุทธ์ พร้อมตั้งกองทุนกองทุนใหม่ “Sansiri Strategic Investment” 1,000 ล้านบาท กระจายความเสี่ยง พุ่งเป้าไปที่การลงทุนธุรกิจSME ในกลุ่ม Real Sector เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประจำวัน โดยมีแนวคิดเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาเพียง “โครงการที่พักอาศัย” ไปสู่การสร้าง “ชุมชนแห่งการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ”
ที่สร้างความฮือฮาไปกว่านั้น คือการปรากฏตัวของ “ น้อบ-ณภัทร ทวีสิน” คนรุ่นใหม่ไฟแรงในวัย 29 ปี บุตรชายคนโตของ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย ผู้ก่อตั้งอาณาจักร “แสนสิริ” นั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ International Operations บมจ.แสนสิริ บริหารกองทุน1,000 ล้านบาท รวมทั้งทีม “International Operations”
โดยมีเป้าหมาย นำพาพันธมิตรธุรกิจ เติบโต แบบก้าวกระโดด 5-10 เท่าภายใน 3-5 ปี และพร้อมทะยานสู่เวทีโลก ตามโรดแมปที่วางไว้ 3 ปี ตั้งแต่ปี2569 ไปจนถึงปี 2571 ที่เริ่มคิกออฟธุรกิจอย่างเป็นทางการประมาณกลางปี2569 หลังจากก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาช่วยงานแสนสิริเมื่อปี 2024 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการใหม่ ดูแลโปรเจ็กต์ระดับลักชัวรี และซูเปอร์ลักชัวรีที่สร้างความสำเร็จให้เห็นมาแล้ว
จากความแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ “น้อบ-ณภัทร” ย้ำจุดยืนกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่ามั่นใจที่จะพา แพลตฟอร์ม “Sansiri Strategic Investment” 1,000 ล้านบาทของแสนสิริ และพันธมิตร ไปสู่เป้าที่วางไว้อย่างแน่นอนที่มั่นใจเพราะมุ่งเน้น เลือกเฟ้นพันธมิตรที่แข็งแรงจับต้องได้ มีการเติบโตอยู่ก่อนแล้ว สะท้อนถึงความต้องการและเข้าถึงของผู้บริโภค ที่สำคัญต้องมี DNA เดียวกันกับแสนสิริ
ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ “น้อบ-ณภัทร”เคยรับบทบาทเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในบริษัทชั้นนำระดับโลกมาแล้ว ที่เปรียบเสมือน “หมอธุรกิจ” ช่วยแก้ปัญหา ให้แนะนำพวกเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย และได้นำประสบการณ์ที่ได้ เป็นแต้มต่อปรับใช้ในองค์กรของแสนสิริ โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ 5 กลุ่มแรก ในการใช้ SANSIRI GROWTH INCUBATOR เป็นฟันเฟืองหลักเพื่อลงทุนในธุรกิจกลุ่ม Real Sector เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตแบบครบวงจรประกอบด้วย
1.กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)
2.ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)
3. โรงแรม (Hospitality)
4. สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)
และ5.การศึกษา (Education)
ที่ “น้อบ-ณภัทร” มองว่า การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Integrated Living Environment หรือสภาพแวดล้อมแห่งการใช้ชีวิตแบบครบวงจร ที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ ได้ในที่เดียว
เมื่อถามว่าได้ขอคำแนะนำและปรึกษาคุณพ่อ (เศรษฐา ทวีสิน) เรื่องการทำงานบ้างหรือไม่ “น้อบ-ณภัทร” อธิบายว่าพูดคุยกันบ้าง แต่การทำงานไม่ได้ทำเพียงลำพัง โดยมีทีมงาน คนรุ่นใหม่โปรไฟล์ดี อย่าง “ศุภกร คงสมจิตต์” ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment และทีมผู้บริหารภายในของแสนสิริคอยให้การสนับสนุนโดยเฉพาะ “อุทัย อุทัยแสงสุข”กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ
ขณะวิธีคิดในการจุดประกายกองทุน 1,000ล้านบาท “น้อบ -ณภัทร” ได้เล็งเห็นว่า แสนสิริ เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์ไทย สร้างความน่าเชื่อถือและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ กว่า 500โครงการ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 2 แสนคน มองว่าน่าจะใช้แพลตฟอร์มไปพร้อมกับแสนสิริได้ นับเป็นจุดแข็งใช้ต่อยอดธุรกิจให้กับลูกบ้านได้รับความสะดวกสบายแบบครบวงจร ทั้งเครื่องดื่ม อาหาร ไลฟ์สไตล์ การบริการเกี่ยวกับสุขภาพการใช้ชีวิต ภายในโครงการ
ในขณะเดียวกันยังมีธุรกิจในเครือหลากหลายและอย่างที่บอก แสนสิริเป็นเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ แต่จะสร้างบ้านอย่างเดียวคงไม่ได้ เมื่อเรามีเงินลงทุนที่พร้อม มีอีโคซิสเต็มที่แข็งแรง มีบริษัทในเครือหลากหลายครบวงจร ที่เด่นชัดที่สุดคือบริษัทซีเคียวลิตี้ ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ มั่นใจว่าจะเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างกลมกลืน ระหว่างธุรกิจใหม่กับธุรกิจที่มีอยู่
เมื่อถามว่า ธุรกิจใหม่ จะกระจายความเสี่ยงในธุรกิจหลักหรือไม่ในช่วงอสังหาริมทรัพย์ขาลง “น้อบ-ณภัทร” ตอบอย่าง มั้นใจว่า แม้เข้าใจได้ว่าอสังหาริมทรัพย์จะมีรอบวัฎจักรขึ้นและลงแต่ มองว่าเป็น “long-term” ซึ่งแสนสิริไม่มองแค่ 2 ปีแต่เรามองระยะยาวกว่านั้น ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยยังมีคำตอบและต้องหาพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง
น้อบ-ณภัทรมองว่า การที่ต้องทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ ต้องทำงานคู่กัน โดยไม่ได้ไปสั่งเขา แต่ต้องฟังความคิดของเขาด้วย เมื่อถามว่าปัจจุบัน 5 กลุ่มธุรกิจแรก ได้มีการเจรจาพูดคุยกับใครบ้าง คำตอบคือ ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะต้องการคัดกรองที่แข็มแข็ง มีตัวตน จับต้องได้ มีการขยายสาขาธุรกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่เงิน 1,000 ล้านบาท มีอยู่แล้วซึ่งอาจมาจากการระดมทุน แต่รูปแบบการลงทุนจะแตกต่างกัน ตามความจำเป็นเหมาะสม ไม่ได้ลงทีเดียวทั้งหมดแต่อาจค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเติบโต โดยเป้ารายได้ ธุรกิจนี้เติบโต 25% ในปี 2030 นอกจากกลุ่มธุรกิจหลัก
"ตลอด 42 ปีเราได้มีโครงการมากกว่า 500 โครงการ ใน 20 จังหวัดของไทยและยังมีโครงการลงทุนในต่างประเทศมากกว่า 4 โครงการไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอนหรือที่นิวยอร์ก แสนสิริมีทรัพยสินที่แข็งแกร่งมากกว่า1.5 แสนล้านบาท เราอยากจะใช้ จุดเริ่มต้นนี้เพื่อช่วยธุรกิจใหม่ๆ ถ้ามองย้อนกลับไปปี2024 รายได้เราได้มาจากการพัฒนาคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว มีมากกว่า 90% แต่รายได้อื่นๆมีประมาณ 10-12% ถ้ามองไปในอนาคตอีก 5 ปี ข้างหน้าปี2030 ทาเก็ตของเราต้องการรายได้จากส่วนอื่นเพิ่มขึ้นถึง 25% ทำไมถึงเชื่อว่าจะทำตามเป้านี้ได้เพราะเราเชื่อว่าประเทศไทยมีประสิทธิภาพ"
นี่คือแนวคิด ที่ไม่ได้มองแค่ “ผลิตบ้านขาย” แต่ต้องขยับสร้างโอกาสใหม่ กระจายความเสี่ยงเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง!






