thansettakij
thansettakij
ภาษีทรัมป์ 15% เขย่าส่งออกไทย เอกชนจี้รัฐขยาย FTA  ถกทวิภาคีสหรัฐ สู้จีนแข่งราคา

ภาษีทรัมป์ 15% เขย่าส่งออกไทย เอกชนจี้รัฐขยาย FTA ถกทวิภาคีสหรัฐ สู้จีนแข่งราคา

26 ก.พ. 2569 | 22:18 น.

ผู้นำภาคเอกชนไทยประเมินผลกระทบเชิงบวก-ลบ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรา 122 เก็บภาษี 15% เท่ากันทั่วโลก มองลดความผันผวนระยะสั้น แต่เสี่ยงมาตรการซ้ำซ้อน แนะเร่งเจรจา–กระจายตลาด–อัพเกรดขีดแข่งขัน

KEY

POINTS

  • นโยบายภาษีนำเข้า 15% ของสหรัฐฯ สร้างความกังวลต่อการส่งออกไทย โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากจีนซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตราเท่ากัน
  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบทางภาษี และเจรจาเป็นรายสินค้า
  • เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดอื่น ๆ เพื่อขยายตลาดและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ

คำสั่งเก็บภาษีนำเข้า 15% แบบ Across the board (เท่ากันทั่วโลก) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภายใต้มาตรา 122 (ซึ่งในเบื้องต้นจะเก็บภาษี 10%) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมการค้าโลก หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้ให้ยกเลิกภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ภาคเอกชนไทยจับตาความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและมาตรการเสริมในระยะต่อไป

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การเก็บภาษี 15% เท่ากันทั่วโลกถือว่าดีกว่าระบบเดิมที่สามารถขยับขึ้น 40-50% ได้ทันทีตามดุลพินิจฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ เพราะช่วยลดความผันผวนเฉียบพลันและแรงกระแทกจากการต่อรองรายประเทศ ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 15% เพียงอย่างเดียว แต่คือเสถียรภาพนโยบายในระยะถัดไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหาขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และภาระหนี้สูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งอาจกระทบคู่ค้าอีกระลอก

 สำหรับไทย กลุ่มสินค้าหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน IC ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สินค้าอุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป และอัญมณี แม้ภาษี 15% จะเท่ากันทั่วโลก แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีมาร์จิ้นต่ำและพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง

ภาษีทรัมป์ 15% เขย่าส่งออกไทย เอกชนจี้รัฐขยาย FTA  ถกทวิภาคีสหรัฐ สู้จีนแข่งราคา

ส.อ.ท.เสนอ 3 แนวทางรับมือ ได้แก่ หนึ่ง เร่งเจรจากับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อสรุปภายในกรอบเวลา 150 วัน สอง เร่งขยายตลาดใหม่ผ่านการผลักดัน FTA ที่ค้างอยู่ และสาม ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะ SME จากการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกที่อาจทะลักเข้ามาเมื่อโครงสร้างภาษีโลกเปลี่ยน

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่กฎหมาย Reciprocal Tariff ก่อนหน้านี้ถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ต่อเนื่อง เพราะผิดกระบวนการทางกฎหมาย สะท้อนว่าการใช้นโยบายภาษีต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกา ไม่ใช่การตัดสินใจตามอารมณ์ของฝ่ายบริหารเพียงลำพัง ปัจจุบันแม้ประกาศใช้อัตรา 15% แต่มีกรอบเวลาดำเนินการไม่เกิน 150 วัน และต้องส่งให้สภาคองเกรสพิจารณาว่าจะให้ต่ออายุหรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีมาตราอื่น เช่น 232 และ 301 ที่สามารถเก็บภาษีรายสินค้าเป็นกรณี ๆ ไป ซึ่งต้องผ่านกระบวนการสืบสวนและพิจารณารายละเอียด ไม่สามารถประกาศแบบเหมาเข่งได้ทันที

ในเชิงยุทธศาสตร์การเจรจา ดร.พจน์เสนอให้ไทยพิจารณาเป็นรายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง ควรดึงสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ออกมาเจรจาแยกต่างหาก เพื่อขอกลับไปใช้อัตราปกติ (Normal Rate) เพราะการขึ้นภาษีสินค้าเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนกระทรวงพาณิชย์ในการเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างข้อตกลงการค้าทวิภาคีไทย–สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญช่วยลดแรงกดดันภาษีในระยะยาว

ขณะที่ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ประเมินว่า ในระยะสั้นยังไม่กระทบทันที เพราะเดิมไทยเสียภาษีราว 19% การปรับมาใช้ 15% อาจเป็นผลบวกเล็กน้อยในมุมผู้นำเข้า ทำให้ยังมีช่องว่างทำธุรกิจได้ แต่ต้องระวังผลกระทบระยะกลาง-ยาวจากมาตรา 301 และ 232 ที่เปิดช่องให้เก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มเติม หลังผ่านกระบวนการสืบสวนซึ่งใช้เวลามากกว่าคำสั่งฝ่ายบริหาร

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการแข่งขันจากจีน เดิมถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% แต่เมื่อปรับเหลือ 15% เท่ากับไทย ทำให้สามารถทำราคาแข่งขันได้ดีขึ้น สินค้าจีนมีแนวโน้มบุกตลาดสหรัฐฯ หนักขึ้น และสินค้าส่วนเกินอาจทะลักไปยังตลาดอื่นที่เป็นตลาดเดียวกับไทย ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น พร้อมกันนี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งซ้ำเติมผู้ส่งออกไทยให้แข่งขันได้ยากขึ้น