thansettakij
thansettakij
วิจัยกรุงศรีหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 2.0% เซ่นพิษภาษีทรัมป์พ่นพิษเต็มปี

วิจัยกรุงศรีหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 2.0% เซ่นพิษภาษีทรัมป์พ่นพิษเต็มปี

26 ก.พ. 2569 | 09:53 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2569 | 09:54 น.

วิจัยกรุงศรีหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 2% รับมือ 'ปีแห่งการประคองตัว' เซ่นพิษภาษีทรัมป์พ่นพิษเต็มปี ส่งออกเสี่ยงติดลบ -0.4% จับตาภาวะ Twin Influx สินค้าจีน-สหรัฐฯ ทะลักทับถมภาคผลิตไทย ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนพุ่ง 80% งบประมาณภาครัฐที่เริ่มฝืดเคือง

ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต 

โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน

แรงกดดันสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง พร้อมกับนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม องค์การการค้าโลกประเมินว่าปริมาณการค้าโลกปี 2569 จะขยายตัวเพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

สถานการณ์ดังกล่าวย่อมกระทบต่อภาคส่งออกของไทยโดยตรง หลังจากที่ปี 2568 การส่งออกขยายตัวสูงถึง 12.7% จากแรงเร่งสั่งซื้อก่อนมาตรการภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ แต่ในปี 2569 ผลกระทบของภาษีนำเข้าจะสะท้อนเต็มปี

 

ทำให้การส่งออกไทยมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% แม้วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยพยุงได้บางส่วนก็ตาม

ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังหลักของเศรษฐกิจไทย คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคน จากราว 33 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในฤดูหนาว 2568/2569 และการเปิดเส้นทางใหม่จากจีนและอินเดีย

วิจัยกรุงศรีหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 2.0% เซ่นพิษภาษีทรัมป์พ่นพิษเต็มปี

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังไม่เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักของไทย ยังคงเผชิญข้อกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่สูงจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ระดับนักท่องเที่ยวยังต่ำกว่าก่อนโควิดที่เคยแตะราว 40 ล้านคนในปี 2562

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน และจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงคุณภาพมากขึ้น

ด้านการลงทุนภาคเอกชน แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลกและอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นช้า แต่ยังมีแรงส่งจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการลงทุนในปี 2569 มีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะเป็นการเร่งตัวแบบก้าวกระโดด

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญหลังโควิด มีแนวโน้มชะลอลงสู่ระดับ 2.2% ปัจจัยหลักคือระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงกว่า 80% ของ GDP รายได้ครัวเรือนส่วนใหญ่เติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย และรายได้เกษตรกรยังเปราะบาง

นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นระยะสั้นในช่วงก่อนหน้า เช่น โครงการแจกเงินและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้ทยอยหมดแรงส่ง ครัวเรือนจึงต้องกลับมาพึ่งพารายได้ปกติที่ยังไม่แข็งแรงเพียงพอจะหนุนการใช้จ่ายต่อเนื่อง

ในมิติการคลัง แม้ผลการเลือกตั้งทั่วไปจะสร้างความหวังเรื่องความต่อเนื่องเชิงนโยบาย แต่พื้นที่ทางการคลังค่อนข้างจำกัด รัฐบาลมีแผนทยอยลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.5% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 เหลือ 4.4% ในปี 2569 และ 3.9% ในปี 2570

ขณะที่งบกลางปี 2569 เหลือเพียงราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจำกัดความสามารถในการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่อาจกระทบการเบิกจ่ายช่วงปลายปี

ด้านเสถียรภาพราคา เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.2% จาก -0.1% ในปี 2568 ยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่จำกัดจากราคาพลังงานและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐ

คณะกรรมการนโยบายการเงินได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% และมีแนวโน้มคงอัตรานี้ตลอดปี ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและสภาพคล่องในระบบการเงินที่ตึงตัว