thansettakij
thansettakij
แฟ้ม 10 คดี "มหากิจศิริ–เนสท์เล่" สมรภูมิศาลไทย กับบรรทัดฐานที่รออยู่

แฟ้ม 10 คดี "มหากิจศิริ–เนสท์เล่" สมรภูมิศาลไทย กับบรรทัดฐานที่รออยู่

25 ส.ค. 69 | 01:23 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ส.ค. 69 | 01:46 น.

สรุปข้อพิพาทเนสกาแฟ มหากิจศิริ vs เนสท์เล่ ในสมรภูมิศาลไทย คดีละเมิด 1 แสนล้านบาท รอคำพิพากษาปลายปี 2569 พร้อมโรงงานใหม่ 23,000 ล้าน และอนาคตตลาดกาแฟสำเร็จรูป

KEY

POINTS

  • ข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างกลุ่มมหากิจศิริและเนสท์เล่ขยายวงกว้างเป็นคดีความและการร้องเรียนในศาลไทยและหน่วยงานต่างๆ รวมกว่า 10 เรื่อง
  • คดีหลักคือการฟ้องร้องฐานละเมิดที่ฝ่ายมหากิจศิริเรียกค่าเสียหายจากเนสท์เล่ราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569
  • การต่อสู้ในชั้นศาลไทยเคยเกิดปัญหาคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ทับซ้อนกัน ก่อนจะมีการโอนคดีให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิจารณาเป็นหลัก ทำให้เนสท์เล่ยังคงจำหน่ายสินค้าได้
  • ผลของคดีจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการร่วมทุนระหว่างทุนไทยและทุนต่างชาติในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและการระงับข้อพิพาท

รายงานพิเศษ เจาะศึกชิง “เนสกาแฟ” เกมธุรกิจ 1 แสนล้าน เนสท์เล่ปะทะมหากิจศิริ ตอนที่ 4 ขณะที่เวทีอนุญาโตตุลาการและศาลสิงคโปร์ได้ตัดสินประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของการยุติสัญญาไปแล้ว สมรภูมิในประเทศไทยกลับยังคงเคลื่อนไหวและยังไม่มีข้อยุติ ทำให้ข้อพิพาทเนสกาแฟยังคงเป็นคดีที่ต้องจับตาต่อไป โดยความขัดแย้งได้ขยายเป็นคดีความและการร้องเรียนอย่างน้อยสิบเรื่อง หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่า "แฟ้ม 10 คดี"

สมรภูมิศาลไทย คำสั่งคุ้มครองที่ทับซ้อน

ความขัดแย้งเข้าสู่ชั้นศาลไทยอย่างเข้มข้นในช่วงต้นปี 2568 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ หนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ห้ามเนสท์เล่ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในประเทศไทย คำสั่งนี้ทำให้เนสท์เล่ต้องออกหนังสือแจ้งคู่ค้าทั่วประเทศว่าไม่สามารถรับคำสั่งซื้อสินค้าได้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ

เนสท์เล่ยื่นคัดค้านต่อศาลแพ่งมีนบุรีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 โดยระบุว่าคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่บริษัทจะมีโอกาสเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลและให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกันบริษัทแสดงความกังวลว่าคำสั่งห้ามผลิตจะกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งร้านค้าปลีก ร้านกาแฟรายย่อย รถเข็น ซัพพลายเออร์ ตลอดจนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและเกษตรกรโคนม โดยเนสท์เล่อ้างว่าในแต่ละปีเนสกาแฟรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบพันธุ์โรบัสตาในไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งประเทศ และประเมินความเสียหายจากคำสั่งดังกล่าวไว้ที่ราว 68.7 ล้านบาทต่อวัน

ผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ

จากนั้นเนสท์เล่แก้เกมด้วยการยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ศาลดังกล่าวมีคำสั่งยืนยันว่าเนสท์เล่เป็นผู้ถือสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า Nescafé แต่เพียงผู้เดียว ทำให้บริษัทแจ้งคู่ค้าว่าสามารถกลับมาจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ

สถานการณ์ที่มีคำสั่งศาลทับซ้อนกันนำไปสู่การยื่นให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเขตอำนาจศาล และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 มีคำวินิจฉัยให้โอนคดีจากศาลแพ่งมีนบุรีไปพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลาง ส่งผลให้เนสท์เล่ยังคงผลิตและจำหน่ายเนสกาแฟได้ตามปกติระหว่างการพิจารณาคดี

ในด้านโครงสร้างบริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัท QCP โดยให้เหตุผลว่าบริษัทไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้เพราะความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น

ฝ่ายมหากิจศิริคัดค้านการเลิกบริษัท และเปรียบเทียบการกระทำนี้ในเชิงว่าเป็นการทำลายกิจการที่ยังมีกำไรและทรัพย์สินจำนวนมาก ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 มีรายงานว่าศาลมีคำสั่งให้ฝ่ายมหากิจศิริส่งบัญชีรายรับรายจ่ายและทรัพย์สินของ QCP ภายในกลางเดือนสิงหาคม

แฟ้ม 10 คดี ใครฟ้องใคร ทุนทรัพย์เท่าไร

ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยื่นฟ้องกรรมการและผู้บริหารเนสท์เล่ กล่าวหาว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ เช่น การคิดค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายโดยมิชอบ การจัดสรรค่าใช้จ่ายการตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการทำการค้าแข่งกับบริษัท มีทุนทรัพย์ราว 21,975 ล้านบาท

คดีที่มีทุนทรัพย์สูงที่สุด และถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สุดของสมรภูมิในประเทศไทย คือคดีที่ฝ่ายมหากิจศิริฟ้องกลุ่มเนสท์เล่ฐานละเมิด (คดีหมายเลข ทป. 92/2568 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง) โดยมีนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ และบริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. กับพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย

คำฟ้องระบุว่ามีการกระทำละเมิดซ้ำต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ ทั้งการบีบบังคับให้ขายหุ้นในราคาต่ำ การไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุน และการจงใจทำให้ QCP ประกอบกิจการไม่ได้เพื่อทำลายมูลค่าหุ้น โดยมีทุนทรัพย์สูงถึงราว 100,000 ล้านบาท ความคืบหน้าล่าสุด การสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยได้เสร็จสิ้นลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569

ในการพิจารณาคดีดังกล่าว ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบ อาทิ นายเยี่ยม ยุคนธรธรรม นายวรพงศ์ สุธานนท์ และนายปิยชน ใจจงกิจ ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ อาทิ นายณฐพงศ์ ทองแก้ว นายมูฮัมหมัด อิคราม ซาฟาร์ นายโทมัส เคลเลอร์ นายสมชาย ยวงการ นายไบรอัน แคมป์เบลล์ และนางสาวนารีรัตน์ โพธิกุล ทั้งนี้ ผลของคดีจะยังไม่มีข้อยุติจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และคู่ความยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อไปได้

ในทางกลับกัน บริษัทในเครือเนสท์เล่ก็ยื่นฟ้องนายประยุทธ มหากิจศิริและพวก ฐานใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในการขอคุ้มครองชั่วคราว จนทำให้เนสท์เล่ได้รับความเสียหาย โดยมีทุนทรัพย์ราว 577 ล้านบาท ขณะที่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่รับรองสิทธิในเครื่องหมายการค้าของเนสท์เล่ยังมีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

นอกเหนือจากคดีแพ่ง ฝ่ายมหากิจศิริยังยื่นร้องทุกข์ในคดีอาญาต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ECD) ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฉ้อโกงและการไม่ลงบัญชีบริษัทอย่างถูกต้อง

อีกทั้งยื่นเรื่องต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ให้ตรวจสอบความผิดปกติทางบัญชีและโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเข้าข่ายนอมินีตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ และยื่นเรื่องต่อสภาวิชาชีพบัญชีให้ตรวจสอบจรรยาบรรณผู้สอบบัญชีของ QCP

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาข้างต้นเป็นคำกล่าวอ้างของคู่ความที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาส่วนใหญ่ 

จุดยืนเนสท์เล่ โรงงานใหม่ 23,000 ล้าน และบอร์ดที่ปรึกษาที่นำโดยอดีตรองนายกฯ ไทย

เนสท์เล่ยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ถอนตัวจากตลาดไทย โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 บริษัทประกาศแผนลงทุนราว 23,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ ชูการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ เช่น คลังสินค้าอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในสายการผลิต โดยมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องผลิตในปี 2571 เพื่อทดแทนฐานการผลิตที่เคยผูกกับ QCP และรองรับการส่งออก

บริษัทยังระบุว่าจะเดินหน้ารับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตาไปยังภูมิภาคอื่น เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

จุดที่หลายฝ่ายมองข้าม คือ โครงสร้างการให้คำปรึกษาระดับภูมิภาคของเนสท์เล่มีบุคคลระดับผู้นำของไทยอยู่ด้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เนสท์เล่ เอส.เอ. ประกาศแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์แก่ผู้บริหารเนสท์เล่ประจำภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และซับซาฮาราแอฟริกา

ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แม้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นบทบาทที่ปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการเป็นคู่ความหรือผู้แทนของเนสท์เล่ในคดีพิพาท QCP โดยตรง

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลระดับอดีตรองนายกรัฐมนตรีไทยอยู่ในโครงสร้างที่ปรึกษาของกลุ่มเนสท์เล่ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้ภาพ "ทุนข้ามชาติปะทะทุนไทย" มีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น

ฝ่ายมหากิจศิริมองการลงทุนก้อนใหม่ของเนสท์เล่ในเชิงตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลของการร่วมทุน โดยเห็นว่าขณะที่มีการประกาศสร้างโรงงานใหม่ โรงงานเดิมที่ทั้งสองฝ่ายสร้างร่วมกันกลับต้องยุติบทบาท ส่วนเนสท์เล่ยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหมดเป็นไปตามสิทธิตามสัญญาและคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรมที่บริษัทได้รับการรับรอง

เดิมพันและบรรทัดฐานที่รออยู่

ปัจจุบันข้อพิพาทในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดชี้ขาดสำคัญ คดีละเมิดหลัก (ทป. 92/2568) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งฝ่ายมหากิจศิริฟ้องเรียกค่าเสียหายราว 100,000 ล้านบาท ได้สืบพยานทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะเป็นคำตัดสินในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ข้อพิพาทปะทุ

อย่างไรก็ตาม แม้เนสท์เล่จะได้รับการรับรองสิทธิในเครื่องหมายการค้าและชนะคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการและศาลสิงคโปร์มาแล้ว แต่ผลของคดีละเมิดนี้ยังต้องรอคำพิพากษา และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คู่ความยังมีสิทธิอุทธรณ์

ขณะที่คดีและการร้องเรียนอื่น ๆ ทั้งคดีเรียกค่าเสียหายต่อกรรมการ คดีอาญา และการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในหลายขั้นตอน

อีกจุดที่ควรจับตาคือ หนังสือรับรองของ DBD ที่ออกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ระบุว่า QCP ขาดส่งงบการเงินปี 2568 ขณะที่สถานะบริษัทยังคงดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับภาวะพิพาทและการหยุดเดินโรงงานตั้งแต่ต้นปี 2568

สำหรับผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย ซัพพลายเออร์ หรือผู้บริโภค บทสรุปของคดีจะเป็นตัวชี้ว่าตลาดกาแฟสำเร็จรูปมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทจะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไร

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายมองว่ากรณีนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญด้านการร่วมทุนระหว่างทุนไทยกับทุนต่างชาติ ทั้งในแง่การจัดสรรอำนาจบริหาร การถือครองทรัพย์สินทางปัญญา กลไกระงับข้อพิพาทที่คู่สัญญาเลือกไว้เอง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อระบบกฎหมายไทย

ผลลัพธ์สุดท้ายของศึกเนสกาแฟครั้งนี้จึงมีเดิมพันที่มากกว่าตัวเลขค่าเสียหาย แต่รวมถึงบรรทัดฐานของการทำธุรกิจร่วมทุนในประเทศไทยในระยะยาว และคำถามว่า การร่วมทุนที่ดีควรออกแบบทางออกไว้อย่างไรตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่ให้วันที่ต้องแยกทางกลายเป็นสงครามที่ทุกฝ่ายบาดเจ็บ

หมายเหตุ: ข้อกล่าวหาระหว่างคู่ความหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีข้อยุติ

รายงานพิเศษมหากาพย์เนสกาแฟแสนล้าน

ตอนที่ 1 — อวสานพันธมิตร 35 ปี "เนสท์เล่–มหากิจศิริ"สู่ดีลซื้อหุ้นโรงงานเนสกาแฟล่ม ย้อนจุดกำเนิด QCP ในปี 2533 กับโครงสร้างหุ้น 50:50 ก่อนพันธมิตรที่ถือหุ้นกันคนละครึ่งตัดสินใจแยกทาง แต่การเจรจาซื้อขายหุ้นล่มลงเพราะช่องว่างราคาระหว่าง 30,500 ล้านบาทกับ 70,000 ล้านบาท

ตอนที่ 2 — เจาะสัญญาโรงงานเนสกาแฟ เงื่อนไขเปลี่ยนเกม ศึกมหากิจศิริ-เนสท์เล่ ที่สิงคโปร์ เจาะถ้อยคำสัญญาร่วมทุนข้อ 10 ทีละวรรค ทั้งสิทธิบอกเลิกตามข้อ 10.1 การเลิกใช้แบรนด์ตามข้อ 10.2 และหน้าที่ช่วยประคองตามข้อ 10.3 ที่ระบุให้ QCP ขายต่อ "ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง" พร้อมคำตัดสินอนุญาโตและศาลสิงคโปร์ที่ยืนยันว่าการยุติสัญญาของเนสท์เล่ชอบด้วยกฎหมาย 

ตอนที่ 3 — ถอดรหัสงบ "สองเวอร์ชัน" ศึกเนสท์เล่–มหากิจศิริ ในบริษัทกาแฟหมื่นล้าน  เมื่อผู้สอบบัญชีอิสระออกรายงานแบบ "ไม่แสดงความเห็น" ต่องบปี 2566 เพราะผู้ถือหุ้นสองฝ่ายขัดแย้งกันเรื่องการเปิดเผยค่าธรรมเนียมและค่าการตลาด 

ตอนที่ 4 — คดีเนสท์เล่–มหากิจศิริในศาลไทย กับบทเรียนร่วมทุนที่ยังไม่จบ สรุปคดีในศาลไทยที่ยังเคลื่อนไหว ตั้งแต่คำสั่งห้ามผลิตเนสกาแฟที่พลิกกลับ การโอนคดีไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลาง คำร้องเลิกบริษัท ไปจนถึงโรงงานเนสท์เล่แห่งใหม่ 23,000 ล้านบาท และเดิมพันที่ใหญ่กว่าตัวเลขค่าเสียหาย

ตอนที่ 5 — บทเรียน "มหากิจศิริ–เนสท์เล่": ถอดสูตร BATNA และกับดักสัญญาร่วมทุนที่ธุรกิจครอบครัวไทยต้องอ่าน — สัมภาษณ์ รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล พร้อมเทียบเคสเสริมสุข–เป๊ปซี่, ปมนิยาม Regular Coffee Business, อำนาจต่อรองที่เอียงไปทางเนสท์เล่, Exit Strategy from Day One, และ 6 แนวทางลดความเสี่ยงร่วมทุน