
บีโอไอปิดดีลยักษ์ เนสท์เล่ลงทุน 23,000 ล้าน หนุนไทยฮับอาหารโลก
บีโอไอปิดดีลยักษ์ เนสท์เล่ลงทุน 23,000 ล้านบาท หนุนไทยฮับอาหารโลก ตั้งโรงงานกาแฟใหญ่สุดในไทย สร้างงานกว่า 520 ตำแหน่ง ดันเกษตรกร-ห่วงโซ่กาแฟโตทั้งระบบ
KEY
POINTS
- บีโอไออนุมัติการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มูลค่า 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟครบวงจรและศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่จังหวัดสมุทรปราการ
- โรงงานใหม่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เช่น ระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมสร้างงานกว่า 520 ตำแหน่ง และใช้วัตถุดิบในประเทศมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี
- การลงทุนครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และสนับสนุนยุทธศาสตร์การเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค
อีกทั้งจะมีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571
สำหรับการขยายการลงทุนของเนสท์เล่ดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่บีโอไอ ได้พบหารือ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของบริษัท เนสท์เล่ ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
หลังจากนั้น บีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาสู่การลงทุนดังกล่าว โดยโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง
ใช้วิตถุดิบไทยกว่า 4.3 หมื่นล้านต่อปี
นอกจากนี้ ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย
บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท
โดยประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นฐานยุทธศาสตร์ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน
รวมถึงเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของภูมิภาค
การที่เนสท์เล่ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรที่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย
นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี โครงการลงทุนดังกล่าวประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป
นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย







