thansettakij
thansettakij
‘เฉลิมชัย’ เปิดใจสู้คดีศึก ‘เนสกาแฟ’ ขอปกป้องแบรนด์ไทยที่พ่อสร้าง 50 ปี

‘เฉลิมชัย’ เปิดใจสู้คดีศึก ‘เนสกาแฟ’ ขอปกป้องแบรนด์ไทยที่พ่อสร้าง 50 ปี

03 ส.ค. 69 | 07:17 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ส.ค. 69 | 07:19 น.

“กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ” เปิดใจศึกพิพาททางกฎหมายกับ "เนสท์เล่" ประกาศขอปกป้องแบรนด์ไทยที่พ่อสร้างมา 50 ปี หวั่นเอาตลาดกาแฟของคนไทยทั้งหมดไปอยู่ในมือต่างชาติ 100%

KEY

POINTS

  • นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ทายาทเจ้าพ่อเนสกาแฟ กำลังต่อสู้คดีกับเนสท์เล่ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจยาวนาน เพื่อปกป้องธุรกิจที่บิดาสร้างมากับมือกว่า 50 ปี
  • ข้อพิพาทเกิดจากเนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาการผลิตกับบริษัทร่วมทุน (QCP) และพยายามกดดันให้ตระกูลมหากิจศิริขายหุ้น เพื่อเข้าควบคุมตลาดกาแฟในไทย 100%
  • นายเฉลิมชัยยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ตลาดกาแฟของคนไทยตกไปอยู่ในมือต่างชาติ และจะทำหน้าที่ปกป้องธุรกิจในฐานะคนไทยอย่างดีที่สุด
  • ความขัดแย้งบานปลายสู่ชั้นศาล หลังจากเนสท์เล่ยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทร่วมทุน QCP ซึ่งเป็นบริษัทที่มีกำไรมหาศาล

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ Group Chief Executive Officer ของ 411 Entertainment  ประธานกรรมการ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)  ทายาทนายประยุทธ มหากิจศิริ  เจ้าพ่อเนสกาแฟ เปิดใจถึงความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทระหว่าง"เนสท์เล่" และ "ตระกูลมหากิจศิริ" คดีประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาทว่า

นับหนึ่งสร้างแบรนด์ยาวนานกว่า 50 ปี 

ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาททางกฎหมายและศึกการค้าในธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่ของไทย ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างครอบครัวมหากิจศิริกับองค์กรระดับโลกที่มีประวัติยาวนานกว่า 50 ปีนั้น ขณะนี้คดีความอยู่ในกระบวนการทางชั้นศาลแล้ว

เฉลิมชัย มหากิจศิริ - ประยุทธ มหากิจศิริ

โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เกิดจาก คุณพ่อ (นายประยุทธ มหากิจศิริ) เป็นผู้บุกเบิกและนำองค์ความรู้มาสร้างโรงงานกาแฟสำเร็จรูปแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับกาแฟประเภทนี้ จนกระทั่งสร้างตลาดจนเติบโตและถือครองสัดส่วนการตลาดในประเทศสูงถึง 70%

แต่ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันในด้านนโยบาย โดยฝั่งหุ้นส่วนต่างชาติมีความพยายามที่จะบีบให้ครอบครัวขายหุ้นในราคาที่กำหนด เพื่อหวังเข้าครอบครองกิจการและส่วนแบ่งตลาดกาแฟไทยแบบ 100% ทั้งๆ ที่เงินลงทุน ค่าการตลาดทุกบาท ทุกสตางค์ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มาจากบริษัทร่วมทุนแห่งนี้

คืบหน้ากรณีข้อพิพาทระหว่าง"เนสท์เล่" และ "ตระกูลมหากิจศิริ" คดีประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาทว่า

อ้างชื่อเอาตลาดกาแฟคนไทยไปอยู่ในมือต่างชาติ 100%

"วันนี้อยู่ดีๆ จะมาอ้างชื่อและจะเอาตลาดกาแฟของคนไทยทั้งหมดไปอยู่ในมือต่างชาติ 100% ผมยอมไม่ได้ ขอยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่ยอมให้ตลาดกาแฟของคนไทยตกไปอยู่ในมือต่างชาติ แม้จะมีความเครียดจากการต่อสู้กับองค์กรระดับโลก

แต่ปัจจุบันเริ่มเข้าใจและยืนยันว่า "จะไม่ไปไหนจากที่นี่" จะทำหน้าที่ในฐานะคนไทยอย่างดีที่สุด ขอให้คนไทยร่วมกันสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันต่อไปครับ" นายเฉลิมชัย กล่าว

ยุติสัญญา QCP 31 ธ.ค. 67 

ทั้งนี้เนสท์เล่ (Nestlé) ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารระดับโลก และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมทุนกันมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี จุดเริ่มต้นของรอยร้าวมาจากการที่เนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาที่ให้สิทธิแก่ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ในการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยกำหนดให้การเลิกสัญญามีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2567 เป็นต้นไป

ภายใต้โครงสร้างการร่วมทุนเดิมที่เริ่มขึ้นในปี 2533 เนสท์เล่ เอส.เอ (สวิตเซอร์แลนด์) และตระกูลมหากิจศิริ ถือหุ้นในบริษัท QCP ในสัดส่วนฝ่ายละ 50:50 โดยเนสท์เล่เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารงาน การผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาดทั้งหมด ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตและเครื่องหมายการค้า "Nescafé" เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเนสท์เล่

เมื่อสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการดำเนินงานในอนาคตของ QCP ได้ นำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอย่างรุนแรง

ฝ่ายตระกูลมหากิจศิริ โดย นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยืนยันว่าแม้เนสท์เล่จะเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ QCP ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ “เนสท์เล่” ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเลิกบริษัท QCP ในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งทางฝ่าย “มหากิจศิริ” เปรียบเปรยการกระทำนี้ว่าเป็นการ "ฆ่าลูกทิ้ง" ทั้งที่บริษัทมีทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาทและเงินสดกว่า 5,000 ล้านบาท

ธุรกิจ “เนสกาแฟ” ในไทยถือเป็น "โปรดักส์ฮีโร่" ที่สร้างรายได้มหาศาล โดยในปี 2566 QCP มีรายได้รวมสูงถึง 17,183 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,067 ล้านบาท ขณะที่ตลาดกาแฟสำเร็จรูปในประเทศไทยปี 2567 มีมูลค่าราว 3 - 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเนสกาแฟครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 50-55%