
‘เฉลิมชัย’ เปิดใจสู้คดีศึก ‘เนสกาแฟ’ ขอปกป้องแบรนด์ไทยที่พ่อสร้าง 50 ปี
“กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ” เปิดใจศึกพิพาททางกฎหมายกับ "เนสท์เล่" ประกาศขอปกป้องแบรนด์ไทยที่พ่อสร้างมา 50 ปี หวั่นเอาตลาดกาแฟของคนไทยทั้งหมดไปอยู่ในมือต่างชาติ 100%
KEY
POINTS
- นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ทายาทเจ้าพ่อเนสกาแฟ กำลังต่อสู้คดีกับเนสท์เล่ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจยาวนาน เพื่อปกป้องธุรกิจที่บิดาสร้างมากับมือกว่า 50 ปี
- ข้อพิพาทเกิดจากเนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาการผลิตกับบริษัทร่วมทุน (QCP) และพยายามกดดันให้ตระกูลมหากิจศิริขายหุ้น เพื่อเข้าควบคุมตลาดกาแฟในไทย 100%
- นายเฉลิมชัยยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ตลาดกาแฟของคนไทยตกไปอยู่ในมือต่างชาติ และจะทำหน้าที่ปกป้องธุรกิจในฐานะคนไทยอย่างดีที่สุด
- ความขัดแย้งบานปลายสู่ชั้นศาล หลังจากเนสท์เล่ยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทร่วมทุน QCP ซึ่งเป็นบริษัทที่มีกำไรมหาศาล
นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ Group Chief Executive Officer ของ 411 Entertainment ประธานกรรมการ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ทายาทนายประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าพ่อเนสกาแฟ เปิดใจถึงความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทระหว่าง"เนสท์เล่" และ "ตระกูลมหากิจศิริ" คดีประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาทว่า
นับหนึ่งสร้างแบรนด์ยาวนานกว่า 50 ปี
ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาททางกฎหมายและศึกการค้าในธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่ของไทย ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างครอบครัวมหากิจศิริกับองค์กรระดับโลกที่มีประวัติยาวนานกว่า 50 ปีนั้น ขณะนี้คดีความอยู่ในกระบวนการทางชั้นศาลแล้ว
โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เกิดจาก คุณพ่อ (นายประยุทธ มหากิจศิริ) เป็นผู้บุกเบิกและนำองค์ความรู้มาสร้างโรงงานกาแฟสำเร็จรูปแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับกาแฟประเภทนี้ จนกระทั่งสร้างตลาดจนเติบโตและถือครองสัดส่วนการตลาดในประเทศสูงถึง 70%
แต่ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันในด้านนโยบาย โดยฝั่งหุ้นส่วนต่างชาติมีความพยายามที่จะบีบให้ครอบครัวขายหุ้นในราคาที่กำหนด เพื่อหวังเข้าครอบครองกิจการและส่วนแบ่งตลาดกาแฟไทยแบบ 100% ทั้งๆ ที่เงินลงทุน ค่าการตลาดทุกบาท ทุกสตางค์ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มาจากบริษัทร่วมทุนแห่งนี้
อ้างชื่อเอาตลาดกาแฟคนไทยไปอยู่ในมือต่างชาติ 100%
"วันนี้อยู่ดีๆ จะมาอ้างชื่อและจะเอาตลาดกาแฟของคนไทยทั้งหมดไปอยู่ในมือต่างชาติ 100% ผมยอมไม่ได้ ขอยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่ยอมให้ตลาดกาแฟของคนไทยตกไปอยู่ในมือต่างชาติ แม้จะมีความเครียดจากการต่อสู้กับองค์กรระดับโลก
แต่ปัจจุบันเริ่มเข้าใจและยืนยันว่า "จะไม่ไปไหนจากที่นี่" จะทำหน้าที่ในฐานะคนไทยอย่างดีที่สุด ขอให้คนไทยร่วมกันสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันต่อไปครับ" นายเฉลิมชัย กล่าว
ยุติสัญญา QCP 31 ธ.ค. 67
ทั้งนี้เนสท์เล่ (Nestlé) ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารระดับโลก และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมทุนกันมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี จุดเริ่มต้นของรอยร้าวมาจากการที่เนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาที่ให้สิทธิแก่ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ในการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยกำหนดให้การเลิกสัญญามีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2567 เป็นต้นไป
ภายใต้โครงสร้างการร่วมทุนเดิมที่เริ่มขึ้นในปี 2533 เนสท์เล่ เอส.เอ (สวิตเซอร์แลนด์) และตระกูลมหากิจศิริ ถือหุ้นในบริษัท QCP ในสัดส่วนฝ่ายละ 50:50 โดยเนสท์เล่เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารงาน การผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาดทั้งหมด ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตและเครื่องหมายการค้า "Nescafé" เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเนสท์เล่
เมื่อสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการดำเนินงานในอนาคตของ QCP ได้ นำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอย่างรุนแรง
ฝ่ายตระกูลมหากิจศิริ โดย นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยืนยันว่าแม้เนสท์เล่จะเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ QCP ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ “เนสท์เล่” ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเลิกบริษัท QCP ในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งทางฝ่าย “มหากิจศิริ” เปรียบเปรยการกระทำนี้ว่าเป็นการ "ฆ่าลูกทิ้ง" ทั้งที่บริษัทมีทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาทและเงินสดกว่า 5,000 ล้านบาท
ธุรกิจ “เนสกาแฟ” ในไทยถือเป็น "โปรดักส์ฮีโร่" ที่สร้างรายได้มหาศาล โดยในปี 2566 QCP มีรายได้รวมสูงถึง 17,183 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,067 ล้านบาท ขณะที่ตลาดกาแฟสำเร็จรูปในประเทศไทยปี 2567 มีมูลค่าราว 3 - 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเนสกาแฟครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 50-55%







