thansettakij
thansettakij
เจาะศึกชิง “เนสกาแฟ” เกมธุรกิจ 1 แสนล้าน เนสท์เล่ปะทะมหากิจศิริ

เจาะศึกชิง “เนสกาแฟ” เกมธุรกิจ 1 แสนล้าน เนสท์เล่ปะทะมหากิจศิริ

16 ส.ค. 69 | 05:30 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 05:31 น.

รายงานพิเศษเจาะลึกข้อพิพาทเนสกาแฟระหว่างเนสท์เล่กับตระกูลมหากิจศิริ  5 ตอน ตั้งแต่จุดกำเนิดหุ้นส่วน 50:50 สัญญาข้อ 10 คำตัดสินสิงคโปร์ ปมบัญชี ถึงคดีในศาลไทยที่ยังไม่จบ

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งทางธุรกิจระหว่างเนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริ หลังการเจรจาซื้อขายหุ้นในบริษัทร่วมทุนผลิตเนสกาแฟ (QCP) ที่ดำเนินมา 35 ปีล้มเหลว
  • การแตกหักนำไปสู่การฟ้องร้องคดีความทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยมีมูลค่าความเสียหายที่เรียกร้องรวมกันสูงกว่าหนึ่งแสนล้านบาท
  • เนสท์เล่ได้บอกเลิกสัญญาร่วมทุน ซึ่งศาลที่สิงคโปร์ได้พิพากษายืนว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีในศาลไทยยังคงดำเนินต่อไป
  • ข้อพิพาทส่งผลกระทบต่ออนาคตของโรงงานผลิตเนสกาแฟเดิม และเป็นบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจร่วมทุนในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยืนยาวกว่า 35 ปี ระหว่างเนสท์เล่ (Nestlé) ยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ กับตระกูลมหากิจศิริ กลุ่มทุนไทยผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟในประเทศ กำลังจบลงด้วยหนึ่งในข้อพิพาทธุรกิจที่ถูกจับตามากที่สุดในรอบหลายปี

ศูนย์กลางของศึกครั้งนี้คือบริษัทร่วมทุน บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) เจ้าของโรงงานผลิตเนสกาแฟที่ทำกำไรหลายพันล้านบาทต่อปี และแบรนด์กาแฟสำเร็จรูปอันดับต้นของตลาดไทย

เมื่อพันธมิตรที่ถือหุ้นกันคนละครึ่งตัดสินใจแยกทาง ความขัดแย้งได้ลุกลามเป็นคดีความและการร้องเรียนหลายชั้นทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมคดีแพ่ง คดีอาญา และการร้องต่อหน่วยงานกำกับดูแล ด้วยทุนทรัพย์ในการฟ้องรวมกันสูงเกินหนึ่งแสนล้านบาท

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้ายไม่ใช่เพียงว่าใครจะได้เงินเท่าไร แต่คือ เมื่อพันธมิตรที่สร้างธุรกิจมาด้วยกันแตกหัก กติกาและบรรทัดฐานของการร่วมทุนในประเทศไทยควรเป็นอย่างไร

รายงานพิเศษ 5 ตอนนี้ ไล่เรียงข้อพิพาทตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงปัจจุบัน โดยแยกให้ชัดเจนระหว่างสิ่งที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ตรวจสอบได้จากเอกสาร และสิ่งที่ยังเป็นข้อกล่าวหาของคู่ความที่รอการพิสูจน์ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

รายงานพิเศษ 5 ตอน

ตอนที่ 1 — อวสานพันธมิตร 35 ปี "เนสท์เล่–มหากิจศิริ"สู่ดีลซื้อหุ้นโรงงานเนสกาแฟล่ม ย้อนจุดกำเนิด QCP ในปี 2533 กับโครงสร้างหุ้น 50:50 ที่ฝ่ายหนึ่งคุมแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา อีกฝ่ายคุมโรงงาน ก่อนการเจรจาซื้อขายหุ้นจะล่มลงเพราะช่องว่างราคาระหว่าง 30,500 ล้านบาทกับ 70,000 ล้านบาท  

ตอนที่ 2สงครามข้อสัญญาเนสกาแฟ เปิดสัญญาข้อ 10 ฉบับจริง และคำชี้ขาดของศาลสิงคโปร์ เจาะถ้อยคำสัญญาร่วมทุนข้อ 10 ทีละวรรค ทั้งสิทธิบอกเลิกตามข้อ 10.1 การเลิกใช้แบรนด์ตามข้อ 10.2 และหน้าที่ช่วยประคองตามข้อ 10.3 ที่ระบุให้ QCP ขายต่อ "ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง" พร้อมคำตัดสินอนุญาโตและศาลสิงคโปร์ที่ยืนยันว่าการยุติสัญญาของเนสท์เล่ชอบด้วยกฎหมาย 

ตอนที่ 3 — ปมบัญชีเนสท์เล่–มหากิจศิริ งบเนสกาแฟ QCP ปี 2566 ที่ผู้สอบบัญชีไม่ยอมรับรอง เมื่อผู้สอบบัญชีอิสระออกรายงานแบบ "ไม่แสดงความเห็น" ต่องบปี 2566 เพราะผู้ถือหุ้นสองฝ่ายขัดแย้งกันเรื่องการเปิดเผยค่าธรรมเนียมและค่าการตลาด พร้อมคำอธิบายว่าเหตุใด "ไม่แสดงความเห็น" จึงไม่เท่ากับ "พบทุจริต" 

ภาพประกอบช่าว แก้วเนสกาแฟ

ตอนที่ 4 — คดีเนสท์เล่–มหากิจศิริในศาลไทย: อนาคตตลาดเนสกาแฟและบทเรียนร่วมทุนที่ยังไม่จบ สรุปคดีในศาลไทยที่ยังเคลื่อนไหว ตั้งแต่คำสั่งห้ามผลิตเนสกาแฟที่พลิกกลับ การโอนคดีไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลาง คำร้องเลิกบริษัท ไปจนถึงโรงงานเนสท์เล่แห่งใหม่ 23,000 ล้านบาท และเดิมพันที่ใหญ่กว่าตัวเลขค่าเสียหาย

ตอนที่ 5 — บทเรียน "มหากิจศิริ–เนสท์เล่": ถอดสูตร BATNA และกับดักสัญญาร่วมทุนที่ธุรกิจครอบครัวไทยต้องอ่าน — สัมภาษณ์ รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล พร้อมเทียบเคสเสริมสุข–เป๊ปซี่, ปมนิยาม Regular Coffee Business, อำนาจต่อรองที่เอียงไปทางเนสท์เล่, Exit Strategy from Day One, และ 6 แนวทางลดความเสี่ยงร่วมทุน

ไทม์ไลน์คดีเนสกาแฟ เนสท์เล่–มหากิจศิริ

2533 — เนสท์เล่ เอส.เอ. และตระกูลมหากิจศิริ ก่อตั้งบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส (QCP) ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท ถือหุ้น 50:50 เป็นฐานผลิตเนสกาแฟในไทย สัญญาร่วมทุนมีระยะเวลาเบื้องต้นถึงสิ้นปี 2555 แล้วต่ออายุอัตโนมัติคราวละ 12 ปี

2564 — เนสท์เล่ภายใต้ทิศทางบริหารชุดใหม่ เริ่มหยั่งเชิงซื้อหุ้นของครอบครัวมหากิจศิริ นำไปสู่การเจรจาซื้อขายหุ้น

2565 — เนสท์เล่เสนอซื้อหุ้นครอบครัวมหากิจศิริราว 30,500 ล้านบาท ฝ่ายมหากิจศิริเสนอขายกลับที่ราว 70,000 ล้านบาท การเจรจาไม่ประสบผล วันที่ 9 ธันวาคม 2565 เนสท์เล่ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาร่วมทุน ให้มีผลสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567

2566 — ผู้สอบบัญชีอิสระ (EY) ออกรายงานแบบ "ไม่แสดงความเห็น" ต่องบการเงินปี 2566 ของ QCP เนื่องจากผู้ถือหุ้นสองฝ่ายขัดแย้งกันเรื่องการเปิดเผยข้อมูล

20 ธันวาคม 2567 — คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศชี้ขาดว่า การยุติสัญญาของเนสท์เล่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

31 ธันวาคม 2567 — สัญญาร่วมทุนและสัญญาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสิ้นสุดลงตามหนังสือบอกเลิก

มีนาคม–เมษายน 2568 — สนามศาลไทยเข้มข้น เนสท์เล่ยื่นขอเลิกบริษัท QCP (14 มี.ค.) ศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งห้ามเนสท์เล่ผลิต-ขายเนสกาแฟ (3 เม.ย.) ก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ยืนยันสิทธิเครื่องหมายการค้าให้เนสท์เล่ (11 เม.ย.) ทำให้กลับมาจำหน่ายได้

มิถุนายน–กรกฎาคม 2568 — ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้โอนคดีหลักไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวบางส่วน

4 มีนาคม 2569 — ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษายืนตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ ยกคำร้องของฝ่ายมหากิจศิริ

พฤษภาคม 2569 — คำพิพากษาศาลสิงคโปร์ถึงที่สุด ฝ่ายมหากิจศิริต้องชำระค่าดำเนินคดีให้เนสท์เล่

กรกฎาคม 2569 — เนสท์เล่ประกาศแผนลงทุนราว 23,000 ล้านบาท สร้างโรงงานเนสกาแฟแห่งใหม่ในสมุทรปราการ กำหนดเดินเครื่องปี 2571

สิงหาคม 2569 — หนังสือรับรองกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุ QCP ขาดส่งงบการเงินปี 2568 ขณะที่สถานะบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่

21 ธันวาคม 2569 — ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นัดฟังคำพิพากษา คดีที่นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และพวกรวม 3 คน ฟ้อง บริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. และพวกรวม 6 คน ฐานละเมิดจากการกระทำซ้ำต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ เช่น บีบบังคับให้ขายหุ้นราคาถูก ไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุน และจงใจทำให้ QCP ประกอบกิจการไม่ได้เพื่อทำลายมูลค่าหุ้น QCP เรียกค่าเสียหาย ประมาณ 1 แสนล้านบาท 

หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ข้อกล่าวหาระหว่างคู่ความหลายประเด็นในรายงานพิเศษยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีข้อยุติ ทุกประเด็นที่เป็นข้อกล่าวหาได้ระบุที่มาว่าเป็นคำกล่าวอ้างของฝ่ายใด และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายชี้แจง.