
ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี "มหากิจศิริ ฟ้อง เนสท์เล่" ละเมิดแสนล้าน 21 ธ.ค. 2569
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นัดฟังคำพิพากษา 21 ธ.ค. 2569 คดี "มหากิจศิริ" ฟ้องเนสท์เล่ ละเมิด-ใช้สิทธิไม่สุจริต ทุนทรัพย์ 1 แสนล้าน ปมหุ้น QCP และคำสั่งห้ามผลิตเนสกาแฟ
KEY
POINTS
- ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ตระกูล "มหากิจศิริ" ฟ้องร้องกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2569
- เป็นการฟ้องร้องในข้อหาละเมิดและใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยมีทุนทรัพย์ฟ้องร้องมูลค่า 100,000 ล้านบาท
- โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำการละเมิดหลายกรณี เช่น บีบบังคับให้ขายหุ้นในราคาต่ำ และจงใจทำให้บริษัทร่วมทุนเสียหาย
รายงานข่าวจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นัดฟังคำพิพากษาคดีที่กลุ่มตระกูล "มหากิจศิริ" ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ ฐานละเมิดและใช้สิทธิไม่สุจริต ทุนทรัพย์ 100,000 ล้านบาท ในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 15 หลังใช้เวลาสืบพยานทั้งสองฝ่ายต่อเนื่องตลอดช่วงกลางปี 2569
คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2568 สืบเนื่องจากนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ นางสุวิมล มหากิจศิริ และนายประยุทธ มหากิจศิริ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 เดิมยื่นต่อศาลแพ่งมีนบุรี (คดีหมายเลขดำที่ พ.571/2568) ก่อนที่คดีจะถูกโอนมายังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามคำชี้ขาดของประธานศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568
เนื้อหาคำฟ้อง
โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำละเมิดจากการกระทำซ้ำต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ ทั้งการบีบบังคับให้ขายหุ้นในราคาต่ำ การไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุน และการจงใจทำให้บริษัท QCP ประกอบกิจการไม่ได้ เพื่อทำลายมูลค่าหุ้น QCP
จำเลยในคดีมี 6 ราย ได้แก่ (1) บริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. (2) โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.เอ. (3) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด (4) นายรามอน เมนดิวิล กิล (5) บริษัท เนสท์เล่ อาร์โอเอซ (ประเทศไทย) จำกัด และ (6) บริษัท เนสท์เล่เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
การสืบพยานทั้งสองฝ่าย
ในชั้นพิจารณา ศาลได้ดำเนินการสืบพยานฝ่ายโจทก์ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน 2569 โดยพยานฝ่ายโจทก์ที่นำสืบ ประกอบด้วย นายเยี่ยม ยุคนธรธรรม, นายวรพงศ์ สุธานนท์ และนายปิยชน ใจจงกิจ
ต่อมาระหว่างช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นการสืบพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งพยานที่นำสืบ ประกอบด้วย นายณฐพงศ์ ทองแก้ว, นายมูฮัมหมัด อิคราม ซาฟาร์, นายโทมัส เคลเลอร์, นายสมชาย ยวงการ, นายไบรอัน แคมป์เบลล์ และนางสาวนารีรัตน์ โพธิกุล
เมื่อการสืบพยานทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้น ศาลจึงกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะเป็นการชี้ขาดข้อพิพาททางธุรกิจครั้งสำคัญระหว่างสองฝ่ายที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2568.
ข้อพิพาททางธุรกิจระหว่าง "เนสท์เล่" (Nestlé) ยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ กับ "ตระกูลมหากิจศิริ" กลุ่มทุนไทยผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟในประเทศ กลายเป็นหนึ่งในคดีธุรกิจที่ถูกจับตามากที่สุดในรอบหลายปี
เมื่อความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานราว 35 ปี ผ่านบริษัทร่วมทุน ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) สิ้นสุดลงด้วยการฟ้องร้องหลายชั้นศาลทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมคดีแพ่ง คดีอาญา และการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล อย่างน้อย 10 เรื่อง
ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยื่นฟ้องกรรมการและผู้บริหารเนสท์เล่ กล่าวหาว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ เช่น การคิดค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายโดยมิชอบ การจัดสรรค่าใช้จ่ายการตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการทำการค้าแข่งกับบริษัท มีทุนทรัพย์ราว 21,975 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีอีกคดีที่ฝ่ายมหากิจศิริฟ้องกลุ่มเนสท์เล่ฐานละเมิด โดยกล่าวหาว่ามีการบีบบังคับให้ขายหุ้นในราคาต่ำ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุน และจงใจทำให้ QCP ดำเนินกิจการไม่ได้เพื่อทำลายมูลค่าหุ้น คดีนี้มีทุนทรัพย์สูงถึงราว 100,000 ล้านบาท
ในทางกลับกัน บริษัทในเครือเนสท์เล่ก็ยื่นฟ้องนายประยุทธ มหากิจศิริและพวก ฐานใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในการขอคุ้มครองชั่วคราว จนทำให้เนสท์เล่ได้รับความเสียหาย โดยมีทุนทรัพย์ราว 577 ล้านบาท ขณะที่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่รับรองสิทธิในเครื่องหมายการค้าของเนสท์เล่ยังมีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
นอกเหนือจากคดีแพ่ง ฝ่ายมหากิจศิริยังยื่นร้องทุกข์ในคดีอาญาต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ECD) ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฉ้อโกงและการไม่ลงบัญชีบริษัทอย่างถูกต้อง รวมถึงการไม่เปิดเผยค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายการตลาด
ขณะเดียวกันยังได้ยื่นเรื่องต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ให้ตรวจสอบความผิดปกติทางบัญชีและโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเข้าข่ายนอมินีตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ และยื่นเรื่องต่อสภาวิชาชีพบัญชีให้ตรวจสอบจรรยาบรรณผู้สอบบัญชีของ QCP
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาข้างต้นเป็นคำกล่าวอ้างของคู่ความที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาส่วนใหญ่.







