thansettakij
thansettakij
อวสานพันธมิตร 35 ปี "เนสท์เล่–มหากิจศิริ"สู่ดีลซื้อหุ้นโรงงานเนสกาแฟล่ม- EP1.

อวสานพันธมิตร 35 ปี "เนสท์เล่–มหากิจศิริ"สู่ดีลซื้อหุ้นโรงงานเนสกาแฟล่ม- EP1.

17 ส.ค. 69 | 07:53 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 69 | 08:03 น.

รายงานพิเศษ EP1. เจาะศึกเนสท์เล่–มหากิจศิริ หุ้นส่วน 50:50 ผลิตเนสกาแฟ QCP นาน 35 ปี ก่อนแตกหักจากดีลซื้อหุ้นที่ตกลงกันไม่ได้ เนสท์เล่เสนอ 30,500 ล้าน มหากิจศิริขอ 70,000 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • เนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจในบริษัทร่วมทุนผู้ผลิตเนสกาแฟ (QCP) ที่ดำเนินมายาวนาน 35 ปี
  • ชนวนเหตุเกิดจากการเจรจาซื้อขายหุ้นที่ล้มเหลว โดยเนสท์เล่เสนอซื้อหุ้นส่วนของมหากิจศิริในราคา 30,500 ล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธ
  • ตระกูลมหากิจศิริได้ยื่นข้อเสนอขายกลับที่ราคา 70,000 ล้านบาท แต่เนสท์เล่ปฏิเสธโดยอ้างว่าบริษัทร่วมทุนไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ และได้บอกเลิกสัญญาในที่สุด
  • ความขัดแย้งได้บานปลายสู่การฟ้องร้องหลายคดีทั้งในและต่างประเทศ โดยมีทุนทรัพย์รวมกันกว่าแสนล้านบาท

ในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ตระกูลมหากิจศิริฟ้องกลุ่มเนสท์เล่ฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายราว 100,000 ล้านบาท (คดีหมายเลข ทป. 92/2568) ภายหลังการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

คำพิพากษาที่กำลังจะมาถึงนี้ ถือเป็นหมุดหมายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของศึกธุรกิจที่ยืดเยื้อมาหลายปี ระหว่างยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์กับกลุ่มทุนไทยผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟ แต่กว่าจะมาถึงวันที่ต้องพบกันในศาล เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 35 ปีก่อน และหากนับตามคำบอกเล่าของนายประยุทธ มหากิจศิริ เอง เส้นทางสายนี้ทอดยาวกว่านั้น ย้อนไปได้ถึงกาแฟแก้วแรกในปี 2515 หรือกว่าครึ่งศตวรรษ

ข้อพิพาททางธุรกิจระหว่าง "เนสท์เล่" (Nestlé) ยักษ์ใหญ่อาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ กับ "ตระกูลมหากิจศิริ" กลุ่มทุนไทยผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเนสกาแฟในประเทศ กลายเป็นหนึ่งในคดีธุรกิจที่ถูกจับตามากที่สุดในรอบหลายปี

เมื่อความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานราว 35 ปี ผ่านบริษัทร่วมทุน ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) สิ้นสุดลงด้วยการฟ้องร้องหลายชั้นศาลทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมคดีแพ่ง คดีอาญา และการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล โดยมีทุนทรัพย์ในการฟ้องรวมกันสูงเกินหนึ่งแสนล้านบาท

เบื้องหลังของศึกครั้งนี้คือแบรนด์กาแฟสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของไทย และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้ายว่า เมื่อพันธมิตรที่สร้างธุรกิจมาด้วยกันแตกหัก กติกาและบรรทัดฐานของการร่วมทุนในประเทศไทยควรเป็นอย่างไร

ในตอนแรก EP1. ของรายงานพิเศษนี้ เราจะย้อนไปที่จุดกำเนิดของหุ้นส่วน ตัวเลขความมั่งคั่งที่ทำให้เดิมพันสูง และดีลซื้อขายหุ้นที่กลายเป็นชนวนแตกหัก

นายประยุทธ มหากิจศิริ 

ก่อนจะเป็น QCP "กาแฟแก้วแรก" ปี 2515 แบรนด์ "วีว่า"

ตามบันทึกส่วนตัวของนายประยุทธ จุดตั้งต้นไม่ได้อยู่ที่ปี 2533 แต่อยู่ที่การเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2510 หลังสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ติดตาเขามาจากอเมริกาคือภาพคนทำงานหยิบกาแฟสำเร็จรูปในแก้วกระดาษดื่มได้ทุกเช้าในราคาที่ใคร ๆ ก็จ่ายได้ เขามองว่าประเทศไทยควรมีกาแฟของคนไทยในราคาที่คนไทยทุกระดับเข้าถึงได้ ขณะที่กาแฟสำเร็จรูปในตลาดเวลานั้นล้วนเป็นสินค้านำเข้า รสชาติยังไม่ถูกปากคนไทย และราคาสูง

ในปี 2515 นายประยุทธได้ก่อตั้งบริษัท กาแฟผงไทย จำกัด ขึ้นที่บางนา และเดินทางไปประเทศอิสราเอลด้วยตัวเองเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรชุดต้มสกัดกาแฟชุดแรก โดยระบุถึงการพบกับ Mr. Abba Fromcenko ผู้ขายเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้

เขาระบุว่าเป็นผู้คิดสูตร กระบวนการ และรสชาติให้เหมาะกับลิ้นคนไทย ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตั้งใจแต่แรกว่าจะผลิตและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองคือ "วีว่า"

 

ประตูที่เปิดให้เนสท์เล่ จากหุ้น 10% สู่ 50%

เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มก่อตัว มีผู้ลงทุนต่างชาติหลายรายเข้ามาติดต่อ ทั้งกลุ่มเนสท์เล่และผู้แทนแบรนด์ Maxwell House ซึ่งขณะนั้นเป็นกาแฟสำเร็จรูปที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลก ต่างจาก Nescafé ที่ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย ขณะที่เนสท์เล่ในไทยเองก็เป็นเพียงผู้ขายผลิตภัณฑ์นมเป็นหลัก

เหตุผลที่นายประยุทธระบุว่าเลือกเนสท์เล่เป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่เพราะแบรนด์แข็งแรงที่สุด แต่เพราะตัวผู้แทนของเนสท์เล่ในวันนั้น คือ อรรถ เสนาสาร (เดิมชื่อนายอัลเฟรด เอเดรียน) ชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่พูดภาษาไทยได้และใช้ชื่อไทย ซึ่งผู้แทนรายนี้ให้ความสำคัญต่อประเทศไทยและเคารพความเป็นท้องถิ่น พร้อมให้คำมั่นว่าความร่วมมือนี้จะเป็นความร่วมมือที่ "ไม่มีที่สิ้นสุด" สองฝ่ายจะเติบโตไปด้วยกันเพื่อประเทศไทย ผู้บริโภคชาวไทย และเกษตรกรชาวไทย

จากนั้น เนสท์เล่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท กาแฟผงไทย จำกัด เริ่มต้นที่ราวร้อยละ 10 ในปี 2517 ก่อนจะทยอยขยายเป็นร้อยละ 50 ในเวลาต่อมา

หากนับความสัมพันธ์กับเนสท์เล่ตั้งแต่บริษัทกาแฟผงไทยในปี 2517 ก็ยาวนานราว 50 ปี ส่วนตัวเลข "ว 35 ปี" ที่มักถูกอ้างถึงในการรายงานทั่วไปนั้น นับจากบริษัทร่วมทุน QCP ในช่วงราวปี 2533 เป็นหลัก

จุดเริ่มต้นบริษัท QCP ร่วมทุนหุ้นส่วน 50:50

โครงสร้างความร่วมมือในรูปบริษัทร่วมทุนที่กลายเป็นแกนของคดี เริ่มต้นเมื่อเนสท์เล่ เอส.เอ. และตระกูลมหากิจศิริ นำโดยนายประยุทธ มหากิจศิริ ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ในสัดส่วนถือหุ้นฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย

ในบันทึกส่วนตัว นายประยุทธเล่าว่าเมื่อตลาดเติบโตจนเกินกำลังของโรงงานเดิม (ซึ่งเขาระบุกำลังผลิตราว 2,000 ตันต่อปี) เขาได้ก่อตั้งบริษัทและโรงงานใหม่คือ QCP ที่มีกำลังผลิตถึงราว 25,000 ตันต่อปี และให้เนสท์เล่ร่วมถือหุ้นร้อยละ 50

โครงสร้างการถือหุ้นสามารถตรวจสอบได้จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ซึ่งยืนยันสัดส่วน 50 ต่อ 50 อย่างชัดเจน ฝ่ายมหากิจศิริถือรวม 25 ล้านหุ้น แบ่งเป็นนายประยุทธ 1.6 ล้านหุ้น นางสุวิมล 2.5 ล้านหุ้น และนายเฉลิมชัย 20.9 ล้านหุ้น ส่วนฝ่ายเนสท์เล่ถือรวม 25 ล้านหุ้น ผ่านเนสท์เล่ เอส.เอ. 15 ล้านหุ้น บริษัท Vetropa 9.5 ล้านหุ้น และเนสท์เล่เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) อีก 5 แสนหุ้น

ขณะที่คณะกรรมการบริษัทมี 7 คน แบ่งเป็นฝ่ายมหากิจศิริ 4 คน และฝ่ายเนสท์เล่กับบุคคลอื่นอีก 3 คน โครงสร้างที่เจ้าของสองฝ่ายถือหุ้นเท่ากันเป๊ะและกรรมการที่แทบสมดุลกันนี้ คือรากของภาวะชะงักงันหรือ deadlock ที่ทั้งสองฝ่ายจะหยิบมาต่อสู้กันในชั้นศาลในเวลาต่อมา

ประเด็นสำคัญที่เป็นแกนกลางของข้อพิพาทในเวลาต่อมา คือการแบ่งบทบาทภายใต้สัญญาร่วมทุน เนสท์เล่เป็นผู้มีอำนาจบริหารงาน การผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาดของผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ อีกทั้งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตและเครื่องหมายการค้า "Nescafé" แต่เพียงผู้เดียว ในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท

ส่วน QCP บริษัทร่วมทุนทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิต โดยฝ่ายมหากิจศิริระบุว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา QCP ได้จ่ายค่าสิทธิและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้เนสท์เล่เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

ตลอดเส้นทางที่เนสกาแฟเติบโตในไทย ชื่อของนายประยุทธได้รับการขนานนามในสื่อว่า "เจ้าพ่อเนสกาแฟ" จนบางครั้งกลบชื่อของเนสท์เล่ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ตัวจริง แม้ในทางธุรกิจ เขาจะไม่เคยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเนสกาแฟ และไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทแม่ของเนสท์เล่

ต่อมานายประยุทธได้ทยอยโอนหุ้นส่วนใหญ่ที่ถืออยู่ให้แก่นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ บุตรชาย เพื่อสานต่อธุรกิจ โดยตัวเขาเองคงเหลือหุ้นในสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ในระยะหลัง นายเฉลิมชัยกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนการต่อสู้ในชั้นศาลแทน

แก้วเนสกาแฟ

อาณาจักรเนสกาแฟ ขุมทรัพย์ที่ทำกำไรทุกปีตลอดทศวรรษ

ธุรกิจเนสกาแฟถือเป็น "โปรดักต์ฮีโร่" ที่สร้างรายได้หลักให้ทั้งสองฝ่าย ข้อมูลงบการเงินของ QCP (อ้างอิงฐานข้อมูล Creden Data ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569) สะท้อนว่าบริษัทเป็นกิจการที่ทำกำไรสม่ำเสมอตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้รวมเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 14,800–17,800 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรสุทธิเป็นบวกทุกปี อยู่ระหว่างราว 2,600–3,700 ล้านบาท

เมื่อไล่เรียงรายปี รายได้รวมของ QCP ในปี 2557 อยู่ที่ราว 17,751 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 3,361 ล้านบาท จากนั้นรายได้ปรับลงมาอยู่ในกรอบราว 14,800–16,500 ล้านบาทในช่วงปี 2558–2563 โดยกำไรสุทธิยังยืนได้ระหว่างราว 2,600–3,700 ล้านบาท

กระทั่งในปี 2564 บริษัททำรายได้รวมราว 15,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 3,705 ล้านบาท ก่อนที่รายได้จะกลับมาแตะระดับสูงอีกครั้งในปี 2565 และ 2566 ที่ราว 17,115 ล้านบาทและ 17,184 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิในสองปีนั้นอยู่ที่ราว 3,403 ล้านบาทและ 3,068 ล้านบาท

ในเชิงความสามารถทำกำไร QCP รักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับสูงราว 32–39 เปอร์เซ็นต์ตลอดช่วง และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นในปีหลัง ๆ อยู่ระหว่างราว 61–74 บาทต่อหุ้น จุดที่น่าสังเกตคือปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่เนสท์เล่เริ่มส่งสัญญาณยุติความร่วมมือ กลับเป็นปีที่ QCP ทำกำไรสุทธิสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 3,705 ล้านบาท ก่อนที่กำไรสุทธิจะค่อย ๆ ลดลงในปี 2565 และ 2566

ความสำเร็จนี้เองที่ทำให้ข้อพิพาทมีเดิมพันสูง เพราะสิ่งที่กำลังต่อสู้กันไม่ใช่กิจการที่ขาดทุนหรือใกล้ล้ม แต่เป็นหนึ่งในบริษัทร่วมทุนที่ทำกำไรสม่ำเสมอที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

ในภาพรวมตลาดกาแฟสำเร็จรูปของไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟ 3-in-1 ราว 60–65 เปอร์เซ็นต์ กาแฟสำเร็จรูปราว 20–25 เปอร์เซ็นต์ และกาแฟพรีเมียมนำเข้าราว 10–15 เปอร์เซ็นต์ โดยเนสกาแฟครองส่วนแบ่งตลาดโดยรวมสูงสุดราว 50–55 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มีรายได้รวมในปี 2566 ที่ 57,028 ล้านบาท

โครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สิน: กิจการหนี้น้อยที่ฐานทุนหดตัว

งบดุลของ QCP ในช่วงห้าปีหลัง (2562–2566) สะท้อนภาพกิจการที่มีภาระหนี้ค่อนข้างต่ำ แต่ฐานทุนและสภาพคล่องปรับตัวลดลงชัดเจนในปีท้าย ๆ โดยสรุปเป็นตัวเลขรายปี (หน่วยล้านบาท ปัดเศษ) ปี 2562 มีสินทรัพย์รวมราว 7,948 หนี้สินรวมราว 6,367 ส่วนของผู้ถือหุ้นราว 1,580 และเงินสดเกือบไม่เหลือ

ปี 2563 สินทรัพย์รวมราว 7,797 หนี้สินลดลงเหลือราว 2,739 ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็นราว 5,058 และเงินสดราว 1,160 ปี 2564 สินทรัพย์รวมขึ้นสูงสุดที่ราว 10,482 หนี้สินราว 2,719 ส่วนของผู้ถือหุ้นราว 7,763 และเงินสดราว 3,493 ปี 2565 สินทรัพย์รวมราว 9,774 หนี้สินราว 2,921 ส่วนของผู้ถือหุ้นราว 6,853 และเงินสดราว 2,248 และปี 2566 สินทรัพย์รวมลดลงเหลือราว 7,461 หนี้สินเพิ่มเป็นราว 3,703 ส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือราว 3,758 และเงินสดเหลือเพียงราว 21

การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดอยู่ที่รายการเงินสด ซึ่งลดจากราว 3,493 ล้านบาทในปี 2564 มาอยู่ที่เพียงราว 21 ล้านบาทในปี 2566 ขณะที่กำไรสะสมลดจากราว 7,359 ล้านบาท เหลือราว 3,380 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวมลดจากราว 7,763 ล้านบาท เหลือราว 3,758 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน ผลคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ขยับขึ้นจากราว 0.35 เท่าในปี 2564 มาอยู่ที่ราวเกือบ 1 เท่าในปี 2566

แม้ QCP จะยังทำกำไรได้ทุกปี แต่ฐานทุนและเงินสดสำรองบางลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการยุติสัญญาและการเจรจาที่ไม่ลงตัว การลดลงของเงินสดและกำไรสะสมในลักษณะนี้โดยทั่วไปสอดคล้องกับการจ่ายคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น เช่น เงินปันผล แม้เอกสารสรุปที่เผยแพร่จะไม่ได้ระบุรายละเอียดของแต่ละรายการไว้โดยตรง

ทั้งนี้ ตัวเลขสินทรัพย์รวม "กว่าหมื่นล้าน" และเงินสด "กว่า 5,000 ล้าน" ที่ฝ่ายมหากิจศิริกล่าวถึงในการคัดค้านการเลิกบริษัท สอดคล้องกับสถานะในปี 2564

ชนวนเหตุขัดแย้ง จากห้องประชุมเวเวย์ สู่ดีลซื้อหุ้น 30,500 ล้าน ปะทะ 70,000 ล้าน

จุดเปลี่ยนก่อตัวขึ้นเมื่อเนสท์เล่ภายใต้ทิศทางบริหารชุดใหม่ ไม่ประสงค์จะดำเนินธุรกิจในรูปแบบกิจการร่วมทุนต่อไป ทำให้ตระกูลมหากิจศิริกลายเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนรายท้าย ๆ ที่เนสท์เล่ต้องการเข้าซื้อหุ้น

ในบันทึกส่วนตัว นายประยุทธเล่าถึงจุดเริ่มของการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรมว่า ในปี 2564 ครอบครัวของเขาได้รับเชิญไปพบนายไมเคิล บริเนอร์  ผู้บริหารระดับสูงของเนสท์เล่ที่เมืองเวเวย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และรับรู้ว่าเนสท์เล่ได้เปลี่ยนนโยบายเป็นแนวทางที่เขาเรียกว่า "Maximize Profit" หรือการมุ่งผลประโยชน์สูงสุดของฝ่ายตน

เมื่อเนสท์เล่ขอให้เสนอขายหุ้นทั้งหมด นายประยุทธระบุว่าโดยส่วนตัวไม่อยากขาย แต่เมื่อถูกขอจึงเสนอราคาที่ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท)  ซึ่งฝ่ายเนสท์เล่ตอบกลับว่าหากลดลงครึ่งหนึ่งเหลือราว 50,000 ล้านบาทน่าจะตกลงกันได้

นายประยุทธยังบันทึกด้วยว่าในการเจรจาช่วงถัดมา มีผู้บริหารบางรายใช้ถ้อยคำที่เขามองว่าไม่เหมาะสมเกี่ยวกับบทบาทของเขาในการร่วมทุน จนเขาต้องทำหนังสือร้องเรียนถึงนายคริส จอห์นสัน ผู้บริหารของเนสท์เล่ประจำภูมิภาคเอเชียในขณะนั้น เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2564

หนังสือของนายประยุทธระบุถึงความผิดหวังที่ Nestlé ล่าช้าในการตอบคำถามเรื่องธรรมาภิบาล ข้อสงสัยในการบริหาร และการขอตรวจบัญชีค่าใช้จ่ายงบโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ปีละ 50-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมฉายภาพประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ว่า เคยมีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการถึงการซื้อหุ้น QCP โดยนายประยุทธเคยตั้งราคาไว้ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้บริหาร Nestlé เสนอสูตรประเมินราคาที่ 8 เท่าของกำไรสุทธิ (NOPAT)

7 พฤษภาคม 2564  Mr. Chris Johnson ส่งจดหมายตอบกลับเพื่อ "ขอโทษอย่างจริงใจ" ต่อพฤติกรรมหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสมของผู้บริหาร Nestlé พร้อมแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นตัวแทนฝั่ง Nestlé เพื่อเข้ามาร่วมเคลียร์ปัญหาข้อสงสัยด้านบัญชีและประสานรอยร้าว

เกมบีบจากสวิตเซอร์แลนด์ และตัวเลข 30.5 พันล้าน

7 ตุลาคม 2565 Mr. Remy Ejel เข้ามารับตำแหน่ง CEO ภูมิภาค AOA แทน Mr. Chris Johnson ได้ยื่นคำขาดถึงนายประยุทธว่า สัญญาร่วมทุน (JVA) จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และ Nestlé ต้องการปรับโครงสร้างบริหารแบบเป็นเอกภาพ

พร้อมระบุว่า หากไม่อาจตกลงขายหุ้นได้ Nestlé จำเป็นต้องส่งหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาร่วมทุนภายในเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ QCP ต้องเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีและสูญเสียมูลค่าทางธุรกิจทันที

19 ตุลาคม 2565  Mr. Remy Ejel ส่งจดหมายลับที่สุด ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการในการ ขอซื้อหุ้น QCP ทั้งหมดจากครอบครัวมหากิจศิริ ในราคา 30,500 ล้านบาท (จ่ายเป็นเงินสดหรือหุ้น Nestlé SA) พร้อมข้อเสนอซื้อที่ดินติดโรงงานฉะเชิงเทราอีก 400 ล้านบาท และเสนอตำแหน่งประธานที่ปรึกษาให้ นายประยุทธ พร้อมสิทธิประโยชน์ (รถยนต์ Bentley และงบบริจาคกุศล) เป็นเวลา 3 ปี

การโต้กลับด้วยราคา 7 หมื่นล้าน และวาทะ "เรือรบ-ล่าอาณานิคม"

22 พฤศจิกายน 2565 นายประยุทธ มหากิจศิริ ส่งจดหมายตอบกลับอย่างดุเดือด เปรียบแบรนด์เนสกาแฟเหมือน "บุตรสาวคนแรก" และอุปมาการกดดันของ Nestlé ว่าไม่ต่างจาก "ทัศนคติแบบล่าอาณานิคมที่ส่งเรือรบมาจ่อหน้าประตูบ้าน" พร้อมโต้แย้งตัวเลขประเมินราคา โดยอ้างอิงรายงานจากธนาคาร DBS ที่ประเมินมูลค่าตามมาตรฐานสากล (PE 54 เท่า)

นายประยุทธได้ยื่นข้อเสนอสุดท้าย (Take-it-or-Leave-it) สองทางเลือกให้ Nestlé ตอบรับภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 ดังนี้

  1. ตระกูลมหากิจศิริเสนอขายหุ้นให้ Nestlé ปรับราคาขึ้นเป็น 70,000 ล้านบาท (คิดที่ PE 40 เท่า)
  2. ตระกูลมหากิจศิริขอซื้อหุ้น Nestlé ใน QCP นายประยุทธ ขอเป็นฝ่ายเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ Nestlé ในราคาเดียวกัน พร้อมสิทธิ์ในการใช้แบรนด์ "เนสกาแฟ" ในประเทศไทยอย่างถาวรโดยไม่จ่ายค่ารอยัลตี้

“หากข้อเสนอนี้( 70,000 ล้านบาท) ไม่น่าสนใจสำหรับเนสท์เล่ เราพร้อมที่จะเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของเนสท์เล่ใน QCP แทน โดยอิงตามการประเมินมูลค่าเดียวกันสำหรับธุรกิจที่มีคุณค่าเช่นเดียวกัน พร้อมสิทธิ์ในการใช้แบรนด์เนสกาแฟในประเทศไทยอย่างถาวร โดยไม่มีค่าธรรมเนียมสิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้าหรือบริการวิศวกรรมเพิ่มเติมอีกต่อไป ภายใต้การจัดการนี้ QCP จะกลายเป็นเนสกาแฟ และเนสท์เล่อาจดำเนินการให้บริการต่อไปได้ภายใต้สัญญาการจัดจำหน่ายตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน” หนังสือที่นายประยุทธ์ทำถึงเนสท์เล่  ระบุ

ปฏิเสธข้อเสนอ ฉากจบการยุติสัญญาร่วมทุน

2 ธันวาคม 2565 Mr. Remy Ejel ส่งจดหมายปฏิเสธข้อเสนอ 70,000 ล้านบาท ของนายประยุทธ โดยอ้างว่ารายงานของ DBS Vickers มีข้อบกพร่องร้ายแรงเนื่องจาก QCP ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) พร้อมทั้ง ปฏิเสธข้อเสนอที่นายประยุทธจะขอซื้อหุ้น Nestlé คืน เนื่องจากธุรกิจกาแฟเป็นหมวดหมู่ลงทุนเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ Nestlé

9 ธันวาคม 2565 เมื่อไม่สามารถหาข้อยกเว้นเรื่องราคาหุ้นได้ Nestlé โดย Mr. Remy Ejel ได้ส่งหนังสือ "แจ้งบอกเลิกสัญญาร่วมทุน (JVA)" อย่างเป็นทางการถึง นายประยุทธ มหากิจศิริ และคณะกรรมการ QCP

การที่เนสท์เล่ปฏิเสธข้อเสนอ 70,000 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าการประเมินมูลค่าของ DBS มีข้อบกพร่องพื้นฐาน โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า QCP ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์เนสกาแฟ กับช่องว่างระหว่างตัวเลข 30,500 ล้านบาทกับ 70,000 ล้านบาท คือหัวใจของการแตกหัก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามข้อสัญญาและการต่อสู้ในเวทีต่างประเทศ ที่จะเป็นเนื้อหาของตอนต่อไป

หมายเหตุ: ข้อมูลผลประกอบการและงบดุลของ QCP อ้างอิงงบการเงินแบบสรุปจากฐานข้อมูล Creden Data ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ข้อกล่าวหาระหว่างคู่ความหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีข้อยุติ.