thansettakij
‘แสนสิริ’ โชว์แกร่ง แบงก์ใหญ่รุมปล่อยกู้ โป๊ะหุ้นกู้ครบดีล 1.5 หมื่นล้าน

‘แสนสิริ’ โชว์แกร่ง แบงก์ใหญ่รุมปล่อยกู้ โป๊ะหุ้นกู้ครบดีล 1.5 หมื่นล้าน

03 ก.พ. 2569 | 22:15 น.

'แสนสิริ' กางแผนรับมือหุ้นกู้ 1.5 หมื่นล้าน แบงก์ใหญ่เปิดศึกชิงปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ปักธง “ภูเก็ต” ฐานที่มั่นที่ 2 มั่นใจยอดโอนปีนี้ชน 3.9 หมื่นล้าน 

ภาพรวมของ “หุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์” ในปี 2569 ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดครับ เนื่องจากจะมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่าสูงถึง 1.4 - 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)หรือ SIRI เปิดเผยว่า บริษัทไม่มีความกังวล แม้ปีนี้จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 3-4 พันล้านบาท เนื่องจากได้เตรียมแผนรองรับไว้ครบถ้วน 100% ผ่านวงเงิน Project Financing จากสถาบันการเงิน

ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์และกสิกรไทย มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของแสนสิริสูงมาก จนเสนอวงเงินกู้ระยะยาวหรือ Term Loan ระยะเวลา 3 ปี ในอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงกับหุ้นกู้ เพื่อให้บริษัทนำไปบริหารจัดการทดแทนการออกหุ้นกู้ใหม่ ซึ่งการใช้ Term Loan บางส่วนอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นกู้ได้ด้วย  

‘แสนสิริ’ โชว์แกร่ง แบงก์ใหญ่รุมปล่อยกู้ โป๊ะหุ้นกู้ครบดีล 1.5 หมื่นล้าน

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงรักษาความสมดุลของแหล่งเงินทุน โดยมีแผนจะทดสอบตลาดด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ประมาณ 3,000 ล้านบาทในไตรมาสแรก เพื่อวัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งหุ้นกู้ของแสนสิริมักมียอดจองเกินจำนวนที่เสนอขายมาโดยตลอด

เรามีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่อยู่เพียง 1.3 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือในสายตาของสถาบันการเงิน 

ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีความสัมพันธ์กับสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่จะตามหลังประมาณ 6 เดือน ซึ่งภาวะปัจจุบันจากปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวน ทั้งจากสถานการณ์การสู้รบในต่างประเทศและความปั่นป่วนของราคาทองคำ ทำให้บริษัทต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง

ดังนั้นบริษัทฯ ได้ปรับลดความเร็วในการขยายตัว เพื่อรักษาเสถียรภาพและผลกำไรให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยคาดการณ์กำไรสุทธิในปีนี้จะรักษาไว้ได้ที่เท่ากับปีก่อน ขณะที่ยอดโอนโครงการรวมตั้งเป้าเติบโตขึ้นเป็น 39,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 36,700 ล้านบาท 

ด้านแผนการดำเนินงานรายพื้นที่ แสนสิริยกให้จังหวัดภูเก็ตเป็นฐานกำลังสำคัญรองจากกรุงเทพมหานคร โดยมองเห็นศักยภาพจากการเติบโตของการท่องเที่ยวและประชากรแฝงที่มีสูงถึง 1 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานในอุตสาหกรรมบริการที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะพนักงานโรงแรมระดับ 5-6 ดาวที่มีรายได้จาก Service Charge ในระดับสูง ทำให้มีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคา 3-4 ล้านบาทได้ 

สำหรับกลยุทธ์ในภูเก็ตจะเน้นไปที่ตลาดคนไทย 60-70% และใช้ระบบการก่อสร้างแบบ Precast ที่ส่งตรงจากกรุงเทพฯ เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังมองเห็นโอกาสในหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่และขอนแก่น ที่เห็นว่า เป็นตลาดที่มีศักยภาพเช่นกัน  

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน มองว่า จะเกิดปรากฏการณ์ “รายใหญ่กินรวบ” หรือตลาดหมุนเข้าหาผู้ประกอบการรายใหญ่มากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ต้องใช้ระยะเวลาในการขออนุมัติรายงาน EIA นานถึง 18-24 เดือน ทำให้รายเล็กที่มีเงินทุนไม่หนาพอต้องเผชิญกับภาวะเงินจมและอาจต้องทยอยออกจากตลาดไป 

ขณะที่แสนสิริมีปริมาณที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่เพียง 14,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นระยะเวลาการขายเพียง 2-3 เดือน เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดที่มีสต็อกเหลืออยู่เฉลี่ยถึง 4 ปี สิ่งนี้สะท้อนถึงการบริหารจัดการซัพพลายที่มีประสิทธิภาพสูง

ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมกำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังจากซบเซาในช่วงโควิด-19 เนื่องด้วยอำนาจการซื้อของประชาชนที่ลดลง ทำให้คอนโดมิเนียมราคาประมาณ 2 ล้านบาทได้รับความสนใจมากกว่าทาวน์เฮาส์นอกเมือง

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,172 วันที่ 5 - 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569