KEY
POINTS
ตลาดตราสารหนี้ไทยในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ในปี 2569 จากปริมาณหุ้นกู้ที่ทยอยครบกำหนดในระดับสูง ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า เฉพาะหุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ครบกำหนดในปีนี้มีมูลค่ารวมใกล้ระดับ 1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมตั๋วแลกเงินและหุ้นกู้ระยะสั้นบางส่วน ส่งผลให้ประเด็น “สภาพคล่อง” และความสามารถในการบริหารหนี้กลับมาเป็นโจทย์สำคัญของทั้งผู้ออกและนักลงทุน
ก่อนหน้านี้ สถานการณ์สภาพคล่องของผู้ประกอบการบางรายเริ่มตึงตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า มีหุ้นกู้บางรุ่นถูกขึ้นเครื่องหมาย DP (Default) หรืออยู่ระหว่างการขอมติผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบการที่มีฐานะทางการเงินจำกัด
อาทิ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่มีการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้บางรุ่น และอยู่ระหว่างการขอขยายอายุการไถ่ถอน รวมถึง บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเลือกใช้แนวทางเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาคืนหุ้นกู้ ขณะที่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด จากภาระหนี้ที่ครบกำหนดจำนวนมาก และการขายสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ปี 2569 ยังเป็นปีที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากมีหุ้นกู้ครบกำหนดตามรอบปกติ ซึ่งนักลงทุนจับตาความสามารถในการ Roll-over หรือการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนของเดิม ภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ได้แก่
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในระดับหลักพันล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่อยู่ในกลุ่มมูลค่าสูงสุดของตลาด แต่ยังต้องอาศัยการบริหารกระแสเงินสดและโครงสร้างทางการเงินอย่างรอบคอบ ได้แก่ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) - SENA ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่โครงการที่อยู่อาศัยควบคู่พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar/Green Living) เพื่อเพิ่มรายได้ระยะยาวและลดต้นทุนพลังงาน
ขณะที่ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) - RML มีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเน้นพัฒนาโครงการระดับ Ultra Luxury เพื่อรักษาอัตรากำไร (Margin) และกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง ส่วน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) - S มีหุ้นกู้ครบกำหนดใกล้เคียงกันที่ราว 1,000 ล้านบาท โดยมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมและการลงทุนเชิงพาณิชย์เข้ามาช่วยพยุงสภาพคล่อง ท่ามกลางภาวะตลาดที่อยู่อาศัยยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ความท้าทายของปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างทางการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาการออกหุ้นกู้เป็นหลัก ในขณะที่กระแสเงินสดจากการโอนต้องนำไปชำระหนี้โครงการ (Project Loan) กับธนาคารก่อน ทำให้เงินส่วนที่เหลือสำหรับการไถ่ถอนหุ้นกู้มีจำกัด หากตลาดไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนของเดิมได้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ และนำไปสู่ผลกระทบแบบลูกโซ่ (Domino Effect) ต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม
ฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่สะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดหุ้นกู้ไม่ได้ปิดตายทั้งหมด แต่กำลังเข้าสู่ช่วงคัดกรองคุณภาพผู้ออกหุ้นกู้มากขึ้น
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ (CSO) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หุ้นกู้ของแสนสิริที่ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ 10,000-12,000 ล้านบาท เนื่องจากมีสถานะการเงินแข็งแรง และมีแหล่งเงินกู้โครงการรองรับครบถ้วน
ขณะที่ นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปี 2568 ตลาดหุ้นกู้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังนักลงทุนรับรู้ว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่เกิดในกลุ่ม Non-rating มากกว่าบริษัทที่มีเรตติ้ง โดยบริษัทสามารถบริหารต้นทุนการเงินให้ลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในปี 2569 จะเอื้อต่อการบริหารหนี้มากขึ้น