ส่องหุ้นกู้อสังหาฯ ครบกำหนดปี 69 โจทย์ใหญ่สภาพคล่องธุรกิจ

23 ม.ค. 2569 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ม.ค. 2569 | 00:53 น.

ปี 2569 อาจป็นอีกหนึ่งปีท้าทายของตลาดหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ หลังมีหุ้นกู้ครบกำหนดมูลค่ารวมระดับทะลุแสนล้านบาท ท่ามกลางภาวะยอดโอนชะลอ สถาบันการเงินเข้มงวด และนักลงทุนหันมาเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรง

KEY

POINTS

  • ในปี 2569 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายด้านสภาพคล่องครั้งใหญ่ จากหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่ารวมสูงเกือบ 1.5 แสนล้านบาท
  • ผู้พัฒนารายใหญ่หลายรายมีหุ้นกู้ครบกำหนดมูลค่าสูงทำให้ต้องจับตาความสามารถในการออกหุ้นกู้ใหม่ทดแทน (Roll-over)
  • หากผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถบริหารจัดการหนี้ได้ อาจเกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม

ตลาดตราสารหนี้ไทยในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ในปี 2569 จากปริมาณหุ้นกู้ที่ทยอยครบกำหนดในระดับสูง ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า เฉพาะหุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ครบกำหนดในปีนี้มีมูลค่ารวมใกล้ระดับ 1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมตั๋วแลกเงินและหุ้นกู้ระยะสั้นบางส่วน ส่งผลให้ประเด็น “สภาพคล่อง” และความสามารถในการบริหารหนี้กลับมาเป็นโจทย์สำคัญของทั้งผู้ออกและนักลงทุน

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์สภาพคล่องของผู้ประกอบการบางรายเริ่มตึงตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า มีหุ้นกู้บางรุ่นถูกขึ้นเครื่องหมาย DP (Default) หรืออยู่ระหว่างการขอมติผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบการที่มีฐานะทางการเงินจำกัด

อาทิ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่มีการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้บางรุ่น และอยู่ระหว่างการขอขยายอายุการไถ่ถอน รวมถึง บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเลือกใช้แนวทางเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาคืนหุ้นกู้ ขณะที่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด จากภาระหนี้ที่ครบกำหนดจำนวนมาก และการขายสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น

หุ้นกู้ครบกำหนดปี 2569 กระจุกตัวหลายค่าย

ขณะเดียวกัน ปี 2569 ยังเป็นปีที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากมีหุ้นกู้ครบกำหนดตามรอบปกติ ซึ่งนักลงทุนจับตาความสามารถในการ Roll-over หรือการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนของเดิม ภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ได้แก่

  • บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI มีหุ้นกู้ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท
  • บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH มีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 15,400 ล้านบาท
  • บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนราว 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้นมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ระยะยาวมูลค่าราว 9,000 ล้านบาท
  • บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP มีภาระหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนรวมมูลค่าราว 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น 2,000 ล้านบาท และระยะยาวอีก 5,000 ล้านบาท
  • บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ประมาณ 5,000 ล้านบาท
  • บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN รวมหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) ที่ผ่านช่วง 5 ปีแรกไปแล้วราว 5,000 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกันยายนราว 1,000 ล้านบาท
  • บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE มีภาระหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 4,000 ล้านบาท
  • บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ครบกำหนดประมาณ 3,500 ล้านบาท
  • บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ครบกำหนดประมาณ 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้นมูลค่าราว 2,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ระยะยาวมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในระดับหลักพันล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่อยู่ในกลุ่มมูลค่าสูงสุดของตลาด แต่ยังต้องอาศัยการบริหารกระแสเงินสดและโครงสร้างทางการเงินอย่างรอบคอบ ได้แก่ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) - SENA ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่โครงการที่อยู่อาศัยควบคู่พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar/Green Living) เพื่อเพิ่มรายได้ระยะยาวและลดต้นทุนพลังงาน

ขณะที่ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) - RML มีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเน้นพัฒนาโครงการระดับ Ultra Luxury เพื่อรักษาอัตรากำไร (Margin) และกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง ส่วน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) - S มีหุ้นกู้ครบกำหนดใกล้เคียงกันที่ราว 1,000 ล้านบาท โดยมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมและการลงทุนเชิงพาณิชย์เข้ามาช่วยพยุงสภาพคล่อง ท่ามกลางภาวะตลาดที่อยู่อาศัยยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สมาคมอาคารชุดฯ เตือน “จุดเปราะบางเชิงระบบ”

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ความท้าทายของปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างทางการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาการออกหุ้นกู้เป็นหลัก ในขณะที่กระแสเงินสดจากการโอนต้องนำไปชำระหนี้โครงการ (Project Loan) กับธนาคารก่อน ทำให้เงินส่วนที่เหลือสำหรับการไถ่ถอนหุ้นกู้มีจำกัด หากตลาดไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนของเดิมได้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ และนำไปสู่ผลกระทบแบบลูกโซ่ (Domino Effect) ต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม

บิ๊กดีเวลลอปเปอร์ชี้ ตลาดเริ่ม “คัดคุณภาพ”

ฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่สะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดหุ้นกู้ไม่ได้ปิดตายทั้งหมด แต่กำลังเข้าสู่ช่วงคัดกรองคุณภาพผู้ออกหุ้นกู้มากขึ้น

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ (CSO) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หุ้นกู้ของแสนสิริที่ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ 10,000-12,000 ล้านบาท เนื่องจากมีสถานะการเงินแข็งแรง และมีแหล่งเงินกู้โครงการรองรับครบถ้วน

ขณะที่ นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปี 2568 ตลาดหุ้นกู้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังนักลงทุนรับรู้ว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่เกิดในกลุ่ม Non-rating มากกว่าบริษัทที่มีเรตติ้ง โดยบริษัทสามารถบริหารต้นทุนการเงินให้ลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในปี 2569 จะเอื้อต่อการบริหารหนี้มากขึ้น