thansettakij
thansettakij
ค้าไทยยุค “ไบเดน” ไม่รื่น บาทจ่อแข็งค่าขึ้นกระทบแข่งขัน

ค้าไทยยุค “ไบเดน” ไม่รื่น บาทจ่อแข็งค่าขึ้นกระทบแข่งขัน

15 พ.ย. 63 | 04:15 น.

พาณิชย์วิเคราะห์ละเอียดยิบ ค้าไทยยุค “ไบเดน” มีได้-เสีย จับตาทุ่มเงินกระตุ้นศก.ดันเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก กระทบส่งออก เทรดวอร์ผ่อนคลายโอกาสไทยส่งออกสหรัฐฯและจีนเพิ่ม เอกชนลุ้นระทึกต่อสิทธิจีเอสพีไทยหรือไม่ หลังสิ้นสุดโครงการ 31 ธ.ค.นี้

จากหลายนโยบายของโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 46 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังรับตำแหน่ง เช่น Buy America กำหนดให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในประเทศเพิ่มขึ้น 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, Innovate in America เพิ่มการลงทุนด้านวิจัยพัฒนา รวมถึงการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ วงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, ลงทุน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯใน 4 ปีข้างหน้าเพื่อพลังงานสะอาด, การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อชั่วโมง (เดิม 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง)

 

ด้านความสัมพันธ์ทางการค้า ยังคงนโยบายโดดเดี่ยวจีน แต่มีแนวโน้มประนีประนอมมากขึ้น ไม่เพิ่มความรุนแรงหรือลดการใช้มาตรการทางภาษีกับจีน มีแนวโน้มสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและให้ความสำคัญกับเวทีพหุภาคี โดยยึดหลักกติกาสากลเช่น ความร่วมมือเพื่อปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) และมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณากลับเข้าร่วมความตกลง TPP (CPTPP ในปัจจุบัน) เป็นต้น

 

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนในยุคไบเดนน่าจะผ่อนคลายลง แต่ยังคงมาตรการภาษีที่มีอยู่เดิม ทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกทดแทนสินค้าจีนในสหรัฐฯ นอกจากจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและภูมิภาคเอเชียเป็นประโยชน์ทางอ้อมต่อการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคเอเชียรวมถึงจีนที่กำลังฟื้นตัว โดยสินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานจีนสูงที่อาจได้รับผลบวก ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์ พลาสติก และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องอนาคตค้าไทย ดีขึ้นหรือแย่ลง ยุค ‘โจ ไบเดน’

‘ไบเดน’ผงาดผู้นำมะกันคนใหม่ ไทยผวาก่อ"คาร์บอนวอร์"

CPTPP “ไบเดน” มาแน่ ไทย จะเอาอย่างไร

ภาคการเกษตรไทยจะได้อะไรหลัง โจ ไบเดน รับตำแหน่งปธน.สหรัฐคนใหม่

 

ค้าไทยยุค “ไบเดน” ไม่รื่น บาทจ่อแข็งค่าขึ้นกระทบแข่งขัน

                                  พิมพ์ชนก  วอนขอพร

 

ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากไบเดนจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสูงกว่าสมัยทรัมป์ ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมโดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาจกระทบต่อการส่งออกรถยนต์สันดาปของไทย ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญอันดับ 6 ของไทย (มูลค่า 696.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสัดส่วน 4.7% ของการส่งออก 9 เดือนปี 2563)

 

อย่างไรก็ดีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP) แก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ภายใต้โครงการปัจจุบันของสหรัฐฯจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ขณะนี้สหรัฐฯยังไม่มีนโยบายชัดเจนว่าจะต่ออายุโครงการแก่ประเทศที่ได้รับสิทธิ รวมถึงไทยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้การต่ออายุโครงการฯไปถึงปี 2565 อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมาย (เมื่อ 24 ก.ย.63) ซึ่งจะต้องผ่านวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และประธานาธิบดีก่อนการบังคับใช้

 

“ไบเดนชนะเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะต่ออายุ GSP แต่เงื่อนไขอาจจะเข้มงวดขึ้นโดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าที่สหรัฐฯ สนใจ โดยไบเดนจะเน้นเรื่องกฎเกณฑ์การค้าที่ต้องมีผลประโยชน์ต่อสหรัฐฯด้วยเช่นกัน รวมถึงประเด็นการกลับเข้าร่ม CPTPP เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม”

 

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ ยุคไบเดนจะกลับเข้าสู่กฎกติกาการค้าโลกภายใต้ WTO รวมถึงหากสงครามการค้าผ่อนคลายลงจะเป็นผลดีต่อการค้าโลกที่จะคลายความกังวลลง และจะกลับมาขยายตัวมากขึ้น ด้านหนึ่งจะทำให้การย้าย หรือขยายฐานการลงทุนของจีนมาไทย หรือในอาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตส่งออกไปสหรัฐฯ แทนฐานผลิตสินค้าในจีนที่เสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูง อาจชะลอตัวลง แต่ไทยจะได้อานิสงส์ส่งออกไปจีนและสหรัฐฯเพิ่มขึ้น

 

ค้าไทยยุค “ไบเดน” ไม่รื่น บาทจ่อแข็งค่าขึ้นกระทบแข่งขัน

                                       วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา

 

ส่วนเรื่อง GSP ไทยจะรับการต่ออายุในโครงการใหม่จากสหรัฐฯหรือไม่ยังต้องติดตาม เพราะเป็นช่วงรอยต่อของรัฐบาลโดนัล ทรัมป์ที่ยังรักษาการ ขณะที่โจ ไบเดนจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งวันที่ 20 มกราคม 2564 หากไทยไม่ได้รับการต่อ GSP จะส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ใช้สิทธิ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราปกติเกิน 10% จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันมาก และค่าเงินบาทมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่ายุคทรัมป์ จากไบเดนประกาศจะอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล จะทำให้เม็ดเงินกระจายทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ซึ่งไทยเป็นแหล่งลงทุนหนึ่งที่สหรัฐฯ สนใจลงทุนในพันธบัตร และตลาดหุ้น ทำให้มีความต้องการเงินบาทสูงขึ้น และอาจแข็งค่าขึ้น กระทบความสามารถในการส่งออก    

 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจหน้า 1 ฉบับ 3627 วันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2563