thansettakij
thansettakij
ถอดรหัสกรดไหลย้อนเรื้อรัง กุญแจลับที่เปลี่ยนชีวิต

ถอดรหัสกรดไหลย้อนเรื้อรัง กุญแจลับที่เปลี่ยนชีวิต

ถอดรหัสกรดไหลย้อนเรื้อรัง กุญแจลับที่เปลี่ยนชีวิต คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ปรับพฤติกรรมการกินและการนอน กินอาหารก่อนเข้านอน 3 - 4 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังอาหาร และลองนอนตะแคงซ้ายหรือยกหัวเตียงให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการกรดไหลย้อน
  • เลือกอาหารที่เหมาะสมและขยับร่างกายสม่ำเสมอ ลดอาหารมัน ของทอด และกาแฟ จิบน้ำทีละน้อยระหว่างวัน พร้อมออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม
  • ลดความเครียดและรักษาอย่างต่อเนื่อง ผ่อนคลายจิตใจ สร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หากอาการเรื้อรังหรือรุนแรงควรพบแพทย์เพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีเพื่อนสนิทในสมัยเรียนบนดอยคนหนึ่งของผม ได้โทรมาคุยกับผมว่า เขามีอาการกรดไหลย้อนที่รุนแรงมาก ทานอะไรก็ไม่อร่อยเลย เวลานอนก็ลำบากมาก ผมก็บอกไปว่า เรื่องนี้ผมเคยเขียนมาแล้วครั้งหนึ่งในคอลัมน์นี้เมื่อหลายเดือนก่อน เขาก็บอกว่าขอใหม่อีกครั้งได้มั้ย เพื่อสนองต่อความต้องการของเพื่อน ก็เลยต้องขออนุญาตเขียนเรื่องนี้อีกครั้งนะครับ

ผมต้องบอกว่าเพื่อนสนิทคนนี้ของผม ในวัยเป็นเด็กเขาเคยเป็นอดีตนักกีฬาบาสเกตบอลที่เคยแข็งแรงมาก และเป็นคนสนุกกับการกินชนิดหาตัวจับยาก แต่ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ภาพของเขาที่ผมชินตา ไม่ใช่เด็กหนุ่มสายลุยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพื่อนชอบที่นั่งเอามือกดหน้าอก ถอนหายใจยาว ๆ แล้วคอยลูบคอตัวเองอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นอาการของกรดไหลย้อนระดับเรื้อรัง ที่สำแดงเดชแทบจะทุกรูปแบบ ทั้งแน่นหน้าอกเหมือนมีหินทับ แสบร้อนกลางอก ตื่นเช้ามาขมคอ เสียงแหบเหมือนคนเป็นหวัด บางตนที่มีอาการหนักหน่อย เวลานอนกลางคืนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะไอกระแอมเหมือนจะสำลักน้ำย่อยตลอดเวลาเลยละครับ

ที่อาการหนักที่สุดคือ เขาพยายามแก้ปัญหานี้มาทุกวิถีทาง ขนาดต้องมียาลดกรดในกระเพาะชนิดน้ำ เสมือนยาสมุนไพรติดกระเป๋าเป็นประจำ ชนิดที่ยาลดกรดในกระเพาะยี่ห้อไหนหรือหมอไหนว่าดีก็ไปกิน อาหารคลีนหรือยาหอม เขาก็ลองมาหมด แต่ทำไมมันถึงไม่หายขาดเสียที จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้โทรมาคุยกับผมเรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง ผมก็บอกเขาไปว่า “เฮ้ย...เพื่อน เราไม่ใช่หมอนะ เรื่องนี้ควรจะไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างจริงจังน่าจะดีกว่า” เขาจึงเล่าให้ผมฟังว่า เขาไปหาหมอมาแล้วหลายโรงพยาบาล แต่ไม่หายขาดเสียที ผมจึงถามไปว่า แล้วเราได้ลองทำตามหมอสั่งหรือเปล่า? เขาก็บอกว่า ผมไม่ชอบทานยานาน ๆ เพราะบางครั้งก็ลืมทาน บางครั้งก็งานยุ่งจนไม่ทันได้ทาน ผมจึงบอกไปว่า นี่ต่างหากที่ทำให้นายไม่หายเสียที

อย่างไรก็ตาม ผมก็เขามองกรดไหลย้อนในมุมใหม่บ้าง เพราะตามที่ผมได้อ่านพบในงานวิจัยหลายเล่ม พบว่าในความเป็นจริงแล้ว ปัญหากรดไหลย้อนไม่ได้เกิดจากกรดในกระเพาะเยอะเกินไปเสมอไป แต่มันอาจจะเป็นเรื่องของ “กล้ามเนื้อหูรูด” และ “ระบบสรีรวิทยา” ที่รวนไปทั้งระบบ ก็สามารถเป็นกรดไหลย้อนได้เช่นกัน อีกปัจจัยหนึ่ง การที่เขาเป็นคนที่ทำงานหนัก นั่งโต๊ะทั้งวัน ก็อาจจะส่งผลให้เริ่มมีมวลกล้ามเนื้อลดลงตามวัย กล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหาร ที่ทำหน้าที่เหมือนประตูกั้นไม่ให้น้ำย่อยไหลย้อนกลับขึ้นมา มันอาจจะเริ่มอ่อนแรงลงตามมวลกล้ามเนื้อโดยรวมของร่างกาย ประกอบกับกระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง ก็จะทำให้อาหารค้างอยู่เหนือน้ำย่อยเป็นเวลานาน จนเกิดแรงดันย้อนศรขึ้นมาด้านบนได้เช่นกัน พอพฤติกรรมเดิม บวกกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง กรดจึงไหลย้อนมาทำลายความรู้สึกจนเริ่มคลื่นไส้ เบื่ออาหาร สิ่งที่จะตามมาคืออาการดังกล่าวจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็ยิ่งสลาย นี่จึงเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่รู้จบ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร ร่างกายจึงผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

ผมจึงบอกเขาไปว่า ลองปฏิวัติตัวเองใหม่โดยไม่ต้องพึ่งยาเพิ่มตามที่เขาไม่ชอบ แต่ทดลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสรีระอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเริ่มจากจุดตายของเขาก่อน นั่นคือเขาชอบกินมื้อดึกก่อนนอน ผมเลยบอกเขาไปว่า ให้เขาลองกินอาหารค่ำให้เสร็จก่อนเข้านอนสักสาม-สี่ชั่วโมง และหลังอาหารค่ำห้ามนอนราบเด็ดขาด เพราะเวลานอนราบ แรงโน้มถ่วงโลกจะไม่ช่วยดึงน้ำย่อยไว้ น้ำย่อยจึงล้นขึ้นมาได้ง่าย หลังกินเสร็จให้ใช้วิธีนั่งคุย เดินเล่นรอบบ้าน หรือถ้าเพลียจริง ๆ ให้หนุนหมอนลาดตั้งแต่เอว หลัง จนถึงหัวให้สูงขึ้น 6 - 8 นิ้ว เพื่อสร้างทางลาดชันกันกรดไหลย้อน

นอกจากนี้ ยังต้องปรับเรื่องท่านอนด้วย ความลับทางอนาโตมี(Anatomy) วันไหนถ้าเขาแน่นหน้าอกมาก ผมแนะนำให้เขาฝึกนอนตะแคงซ้าย เพราะโครงสร้างกระเพาะอาหารของมนุษย์เรา จะมีส่วนโค้งงออยู่ทางด้านซ้าย เมื่อนอนตะแคงซ้าย กระเพาะจะอยู่ต่ำกว่าระดับหลอดอาหาร น้ำย่อยจะรวมตัวอยู่ก้นถุงไม่เอ่อล้นขึ้นมาตรงหูรูด ตรงกันข้ามกับการนอนตะแคงขวา ที่กระเพาะจะอยู่เหนือหลอดอาหาร จนทำให้กรดในกระเพาะอาหารทะลักได้ง่าย แค่ปรับท่านอน ในวันต่อมาเขาก็บอกผมว่า คืนนั้นเขาสามารถหลับสนิทได้เกินครึ่งคืนโดยไม่สะดุ้งตื่นมาไออีกเลยครับ

อีกปัจจัยหนึ่ง คือเรื่องของอาหารและน้ำก็สำคัญเชานกัน หากเปลี่ยนมาเลี่ยงของมัน ของทอด แกงกะทิ กาแฟ และเปลี่ยนจากอาหารน้ำใส มาทานอาหารที่ข้นหนืดขึ้น ตัวอย่างเช่น โจ๊กหรือซุปข้น ซึ่งย่อยง่ายและกระฉอกย้อนกลับยาก ที่สำคัญคือ เลิกนิสัยชอบดื่มน้ำแก้วใหญ่ตามหลังมื้ออาหาร เพราะนั่นคือการเติมของเหลวไปดันหูรูดกระเพาะให้เปิดออก ให้เปลี่ยนมาเป็นการจิบน้ำอุ่นทีละนิดบ่อย ๆ ระหว่างวันแทน ก็ช่วยได้เช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมเรื่องการปลุกกล้ามเนื้อด้วยการขยับกาย เพราะการนอนนิ่ง ๆ ในเวลารู้สึกเพลีย สมองจะเข้าใจผิดคิดว่า กล้ามเนื้อไม่จำเป็นอีกต่อไป และจะสั่งสลายกล้ามเนื้อออกไปเรื่อย ๆ จนเรี่ยวแรงหดหาย ผมแนะนำว่าให้เริ่มขยับร่างกายเบา ๆ เช่น การยืดเหยียด นั่งเก้าอี้แล้วฝึกเหยียดขาตรงค้างไว้ เพื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขา และออกไปเดินรับแดดอ่อน ๆ ยามเช้า เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนและคงมวลกล้ามเนื้อไว้ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหดตัวครับ

แต่กุญแจสำคัญที่สุดที่ทำให้เขาหายขาดได้ ไม่ใช่แค่วิธีการทางกายภาพเท่านั้น แต่คือ “ความเครียดและใจที่ผ่อนคลาย” ช่วงที่เขามีอาการเป็นหนัก ๆ เขาจะกังวลเรื่องงานและกังวลเรื่องโรคตลอดเวลา ยิ่งเครียด ร่างกายก็จะยิ่งหดเกร็ง ระบบย่อยอาหารจะยิ่งแปรปรวน พอมุมมองในครอบครัวเปลี่ยนไป ลูกและภรรยาของเขาก็จะเริ่มเข้าใจ ชวนคุยเรื่องสนุก ๆ สร้างบรรยากาศบ้านให้ผ่อนคลาย ไม่กดดันเรื่องการกิน ร่างกายของเขาก็เริ่มผ่อนคลายลงตามกลไกธรรมชาติ ความดันคงที่ ระบบย่อยกลับมาทำงานได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ครับ

ปัญหากรดไหลย้อนที่คิดว่าแก้ไม่หาย บางครั้งมันอาจจะไม่ได้ต้องการยาราคาแพงหรือเทคโนโลยีล้ำยุค แต่มันต้องการแค่ความเข้าใจในสรีระร่างกาย การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน และหัวใจที่ผ่อนคลาย หากใครกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ ลองเริ่มต้นปรับจากเรื่องใกล้ตัวดูก่อนก็น่าจะดีนะครับ แล้วคุณอาจจะพบว่า ความสุขในการกินและการนอนหลับสนิท... สามารถกลับคืนมาได้จริง ๆ ครับ