thansettakij
thansettakij
ทีมมังกร 3 : บทส่งท้ายทีมมังกร

ทีมมังกร 3 : บทส่งท้ายทีมมังกร

ทีมมังกร 3 : บทส่งท้ายทีมมังกร คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • ท่านปรมาจารย์ต้านฝู (สง่า กุลกอบเกียรติ) สละทรัพย์สินสร้างวิหารเซียนถวายเป็นพระราชกุศล โดยไม่เก็บไว้ให้ทายาท เพราะเชื่อว่าการให้การศึกษาสำคัญกว่าการให้ทรัพย์สินที่อาจทำให้ลูกหลานขาดความเพียร
  • พื้นที่บริเวณเขาชีจรรย์และวัดญาณสังวราราม มีเรื่องราวของจิตวิญญาณ "มังกรเขียว" ที่ดุร้าย ซึ่งต้องอาศัยบารมีของพระเกจิอาจารย์หลายรูปและผู้มีคุณวิเศษในการแผ่เมตตาและกำหนดขอบเขตเพื่อดูแลรักษาพื้นที่
  • เรื่องราวปานแดงของผู้กำกับหนุ่มสะท้อนคติความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ที่กำหนดให้คนเรามีความก้าวหน้าหรือภาระหน้าที่ในการดูแลกันแตกต่างกันไปตามบุญกรรมและคำสัตย์อธิษฐานในอดีตชาติ

สัปดาห์ที่แล้วมีข้อตกหล่นทางการพิมพ์บางประการทำให้เนื้อความของทีมมังกรตอนที่สองขาดหายไปบางส่วน ต้องกราบขอประทานอภัยท่านผู้อ่านมา ณ โอกาสนี้และขออนุญาตฉายซ้ำเพื่อให้เกิดการปะติดปะต่อของเนื้อหาอย่าง ครบถ้วนเป็นผืนเดียว ดังต่อไปนี้

ท่านปรมาจารย์ต้านฝู สง่า กุลกอบเกียรติ ได้ประกอบกุศลกิจสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ไม่ขาดสาย ด้วยจิตใจเที่ยงธรรมใฝ่เกื้อกูล หากถือสันโดษประคองตนสู่ภาวะวิถีแห่งเซียน ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาคารวิหารเซียนพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติล้ำค่า แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จพระราชกุศล ไม่ขอรับพระราชทานความดีความชอบดวงตราสายสะพายประดับเกียรติยศแห่งตนแต่อย่างไร มีแต่ความเสงี่ยนเจียมอยู่ในโสรัจจะคุณนอบน้อม ท่านได้กล่าวถึงเหตุที่ทุ่มทุนสร้างโดยใช้ทุนทรัพย์ทั้งหมดที่มีไม่เหลือเผื่อไว้เปนมรดกแก่ทายาทไว้ว่า

ทีมมังกร 3 : บทส่งท้ายทีมมังกร

“แต่ไหนแต่ไรมาเป็นเพราะคนเรามีความเห็นแก่ตัวและมีทิฐิกันมากเป็นเหตุให้มีการชิงดีชิงเด่นแก่งแย่งแข่งขันถ้าหาก เหลือทรัพย์ให้บุตรหลานก็เท่ากับ ดูแคลนลูกหลานตัวเองว่าไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ จึงต้องพึ่งพาใบบุญพ่อแม่ อีกประการหนึ่งคือทรัพย์สินที่เหลือให้ลูก หลานเพียงเท่านี้ก็มิใช่ว่าจะทำให้พวก เขารุ่งเรืองร่ำรวยขึ้นมาได้โลกจะยิ้มเยาะด้วยซ้ำไปว่าพวกเขาไม่สามารถทำมาหากินช่วยเหลือตนเอง.....ดังนั้นที่ดีที่สุดก็คือ การให้โอกาสลูกหลานได้รับการศึกษาเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเองในวันข้างหน้า....”

ก่อนจะลับเลือนหายจากภพมนุษยโลก ท่านได้รำพึงธรรมคติไว้ว่า “....แต่โบราณลาภยศเหมือนเมฆลอยเพียงหมื่นร้อยประโยชน์สร้างนามสืบสานสันโดษเดินเพลินขับกล่อมท่องสายธารสู่คุนหลุนสูงตระหง่านวางอัตตา...” (โดยคำว่าคุนหลุนในที่นี้ น่าจะหมายถึงเทือกเขาคุนหลุน หรือ คุนลุ้น ในคำเรียกแบบไทยๆ อันเปนที่สถิตย์ศูนย์รวมของวิทยาการ และ ท่านผู้สำเร็จฝ่ายเต๋ารวมถึง เทพเซียนต่างๆ )

...................

จบข้อความในส่วนที่ขาดหายไปแล้วก็จะต้องต่อกันด้วยเนื้อหาของตอนที่สามซึ่งในสัปดาห์ก่อนหยุดลงตรงที่ว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่หา แห่งภูกุ้มข้าว ท่านได้มารับหน้าที่

….ด้วยเหตุที่ท่านสามารถติดต่อกับดวงจิตขนาดใหญ่ของพญาสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้ เมื่อมิติทางจิตเปิดขึ้นให้ทั้งสองฝ่ายเชื่อมเข้าหากัน และดวงจิตของไดโนเสาร์นั้นๆได้แจ้งแก่ท่านว่าจะขอมาอยู่ด้วย จนเกิดปรากฏการณ์ประหลาดที่นำท่าน ไปจนค้นพบซากฟอสซิลขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลายจุด นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อสายพันธุ์ในฟอสซิลว่า อิสาโนโซรัสสิรินธรเน่

ณ จุดนี้ขอกราบบูชาคุณ พระธรรมมงคลญาณ ซึ่งภายหลังนี้มีพระมหากรุณา โปรดสถาปนาท่าน ขึ้นเปนสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพพัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี ในรัชกาลปัจจุบัน

พระเดชพระคุณหลวงพ่อวิริยังค์ นั้นเปนผู้มีคุณวิเศษ ผู้เคยสัมผัสความเมตตาจากท่านล้วนเชื่อมั่นนับถือเปนหนักแน่นว่า หลวงพ่อนั้นมีสมาบัติรู้เห็น ขนาดว่าหยกเขียวก้อนใหญ่ที่สุดในพื้นพิภพจะผุดเคลื่อนออกมาที่แคนาดาท่านยังสามารถมองไกลจากกรุงเทพไปเห็นถึง และเทวดายังอุ้มสมให้ท่านสามารถนำข้ามน้ำข้ามทะเล ยกมาแกะเปนพระพุทธรูปใหญ่ ประดิษฐานที่วัดธรรมมงคล พระโขนง จนได้ หลักฐานยังมีเปนพระหยกเล็กแกะจากเศษหยกนั้นเลี่ยมทองมาแต่สมัยยาย ด้วยครัวฟากยายนี้ให้ความเคารพศรัทธาท่านมาก กระดูกบุพการีท่านยังบรรจุอยู่ที่วัดนั้นเพื่อสนองคุณแก่ท่านผู้ล่วงลับให้อยู่เย็นในอำนาจบริสุทธอรหันตคุณของท่านเจ้าอาวาส

รู้ดังนี้แล้วจึงมั่นใจว่า ท่านอาจารย์วิริยังค์นั้นได้ทราบล่วงแล้วถึงมังกรเขียวผู้หงุดหงิดอาละวาดในที่ดินผืนดังกล่าวในเขตชลบุรีสัตหีบท่านจึงได้หาทางออกโดยให้ผู้ที่สามารถ “ดีล”กับพญาสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างหลวงปู่หา จากภูกุ้มข้าวมารับหน้าที่ที่มีนัยพิเศษนี้

การณ์ต่อมาจะด้วยเหตุใดมิอาจทราบชัดได้ อาจเปนด้วยพันธกิจด้านการเผยเเผ่ที่รัดตัวท่านอาจารย์วิริยังค์ ท่านได้แจ้งแก่คุณหญิงนิธิวดีฯ ว่าท่านจะต้องขอถอนตัวจากภารกิจด้านสำนักสงฆ์ที่เขาชีจรรย์ เขาชีโอน คุณหญิงก็กราบอนุโมทนา ได้แต่มาคิดถึงอยู่แต่ว่าท่านผู้ใดหนอจะรับหน้าที่สานต่อก่อเสริมงานพระศาสนา ณ สถานที่แห่งนั้นได้ เวลานี้คุณหญิงเริ่มตรองว่าอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาน่าจะเกินสถานการณ์ปกติแล้ว

ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่าท่านได้แสวงหาคำตอบจากผู้ที่สามารถเชื่อมต่อกับท้าวจตุโลกบาล(เทพยดาซึ่งรักษาโลกทั้งสี่ทิศ-จาตุมหาราชแต่ละองค์ได้แก่

1. ท้าวเวสวัณ หรือ ท้าวกุเวร ญี่ปุ่นว่าทะมงเท็น รักษาโลกด้านทิศเหนือ ทำหน้าที่ปกครองยักษ์

2. ท้าววิรุฬหก รักษาโลกด้านทิศใต้ ญี่ปุ่นว่า โซโจเท็น ทำหน้าที่ปกครองกุมภัณฑ์

3. ท้าววิรูปักษ์ รักษาโลกด้านทิศตะวันตก ทำหน้าที่ปกครองนาค ญี่ปุ่นว่า โคโมะกุเท็น

4. ท้าวธตรฐ รักษาโลกด้านทิศตะวันออก ทำหน้าที่ปกครองคนธรรพ์ ญี่ปุ่นว่าจิโกกุเท็น)ได้ และในที่สุดก็ได้รับความเมตตาจากท่านท้าววิรุฬหก ชี้แนะให้ไปอธิษฐานที่พระประธานพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ท่านได้ทำตาม ก่อนที่จะกราบเข้าพบสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑนมหาเถระ) เจ้าอาวาส ในขณะนั้น ขอรับพระเมตตาในการณ์สร้างวัดดังกล่าว

สมเด็จท่านเวลานั้นยังไม่ทรงเปนที่พระสังฆราช ท่านก็เมตตารับไว้ ก่อนที่ภายหลังจะประทานพระอนุญาตให้เปนวัดในพระสังฆราชูปถัมภ์เมื่อทรงครองตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว พระเลขาของสมเด็จ ได้โดยเสด็จสมเด็จท่านไปดูที่ดินสำนักสงฆ์นี้ด้วย ณ จุดนี้ก็น่าเชื่อว่า สมเด็จผู้ทรงคุณวิเศษมีสมณคุณเปนถึงที่พระญาณสังวรองค์ที่สองแห่งรัตนโกสินทร์ ต้องทรงเล็งเห็นดวงจิตเกรี้ยวกราดของมังกรเขียวอยู่แล้วเปนแน่

เพราะมีเบาะแสสำคัญจากพระเลขาว่า คราวที่เสด็จเยือนสิงคโปร์ ได้ทรงพบกับพระสมณะสำคัญของประเทศนั้น ที่มีภูมิรู้เรื่องใต้พิภพ และทรงนิมนต์รับเปนพระอาคันตุกะ พระเลขาเล่าว่า ทรงรถพระประเทียบไปรับสมณะสิงคโปร์ผู้นี้และเสด็จนำไปถึงบริเวณ วัดญาณสังวราราม ชลบุรี

ท่านสมณะสิงคโปร์เมื่อลงจากรถพระประเทียบแล้ว ประนมมือกล่าวแก่สมเด็จว่า “นี้เปนที่มังกร”

ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่า ประดาพระภิกษุที่จำพรรษา ณ วัดญาณฯ ทราบกันทั้งหมดในหมู่สงฆ์ถึงปรากฏการณ์โบสถ์เลื่อนลั่นว่าใครทำ เเต่พระใหม่ไม่ทราบ และเชื่อได้ว่า ด้วยสมณคุณของสมเด็จ กับทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นได้กำหนดขอบเขตการอาละวาดของท่านมังกรไว้แล้วให้แสดงฤทธิ์ได้ตามสมควร เหมือนว่าล้อมรั้วกันไว้ แต่ยังไม่ถึงจุดแห่งการละพยศมิจฉาทิฐิ จนการมาถึงของปรมาจารย์ต้านฝู ในชื่อไทยว่า ท่านอาจารย์ สง่า กุลกอบเกียรติ ดังกล่าว

ท้ายของบทส่งท้าย ว่าด้วยเรื่องคำถามเกี่ยวแก่รถพระประเทียบ ว่าคืออย่างไร ก็ขอตอบว่าตามความเข้าใจอันน้อย ว่ารถพระประเทียบนั้นเปนรถของหลวง (หลวงแบบที่ไม่ใช่รัฐบาล) มักจัดทำให้มีสีเหลืองเข้ม เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีเกียรติยศท่านใดเข้าเฝ้า หรือ ทรงพระกรุณาให้ผู้มีเกียรติยศท่านใดแทนพระองค์ไปในกิจสำคัญเปนทางการ จะมีพระมหากรุณาให้รถพระประเทียบไปรับท่านผู้นั้นในกรณีแรก และไปส่งท่านผู้นั้นในกรณีที่สอง

ทีมมังกร 3 : บทส่งท้ายทีมมังกร

ในอดีตหาได้เปนรถประจำตำแหน่งของท่านผู้ใดไม่ และผู้ขับรถนี้มักเปนสารถีแต่งเครื่องแบบขาวกระดุมทองสองแถวกางเกงแบบสนับเพลาสีกรมท่า ใส่หมวกหม้อตาลขาวมีกระบังดำ ตามแบบธรรมเนียมทหารม้า/ทหารบังคับม้าที่ใส่เสื้อกระดุม 2 แถว เท่าที่เคยได้พบเห็น สารถีบังคับรถมาเติมน้ำมัน รถพระประเทียบสีเหลืองเข้มนี้มีตั้งแต่รถขนาดกลางอย่าง Mercedes w124 code A, BMW 528i รุ่นหน้าหมูไปถึงรถขนาดใหญ่ อย่าง Mercedes s- class w126, Mercedes w140, Toyota Centuryตรานกยูง และรถตู้เชฟโรเล็ต โดยทั่วไปจะคุ้นตาว่ารถพระประเทียบนั้นใช้แก่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งก็เปนความจริงอยู่ ที่นานๆจะพบเห็นทีก็มีการใช้แก่การรับคณะทูตต่างชาติ บางคราว รับ_ส่งผู้แทนพระองค์เป็นอาทิ ในอดีตที่ผ่านมากรณีของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงฯ องค์ที่ 19 นั้น สมเด็จฯทรงปวารณาไม่รับการถวายรถยนต์ทุกกรณี ด้วยมีพระปรารภว่า สมณะไม่ควรแก่การครอบครอง ไม่มีที่จอด ไม่มีความสามารถซ่อมบำรุง ในอดีตยามที่ยังไม่ทรงพระชราภาพนัก เสด็จไปตามกิจด้วยเเท็กซี่บ้าง รถกระบะของลูกศิษย์บ้าง หากเปนกิจหลวง ราชกิจราชการ กองราชพาหนะจะสนองงานจัดรถพระประเทียบสีเหลืองเข้มถวาย ในกรณีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณจัดพาหนะ เมอร์ซิเดสใหญ่ สีไข่ไก่ถวายประจำพระองค์เพื่อทรงใช้สอยในกิจทั้งปวงของพระองค์ท่าน มีข้อสังเกตว่ารถพระประเทียบนี้มักจะไม่ค่อยเปนรถรุ่นใหม่เอี่ยมที่มีรูปทรงโฉบเฉี่ยว แต่ค่อนไปในทางรถที่มีทรวดทรงสง่างาม แลเคร่งขรึมเหนือกาลเวลาต่อนี้เปนรูปรถพระประเทียบที่สนองงานสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนๆ เปนเมอร์ซิเดส ฟินเทลหางปลาบ้าง เปนเมอร์ซิเดส พอนทอน ท้ายมนบ้าง

รูปอุปัทวเหตุนี้ เกิดขึ้นในปลายปี 2514 สมเด็จพระสังฆราชฯ จวน อุฏฐายี ผู้ทรงเคยเปนนักเรียนนายร้อยก่อนลาเพศฆราวาส อุปสมบทเจริญธรรมในสมณวิถี เคยเปนที่พระกรรมวาจาจารย์ ถวายงานพระผนวช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ประทับนั่งไปกิจนิมนต์ชนบทต่อแดนภาคตะวันออก มีรถบรรทุกเล็กพุ่งเข้าชนขบวนเสด็จ ทั้งรถนำและรถพระประเทียบ การปะทะรุนแรงถึงสิ้นพระชนม์ อีกรูปเปนการพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช กระบวนรถพระประเทียบ ประกอบด้วย Toyota Century ตรานกยูง และ เมอร์ซิเดส ปลาวาฬ w140 เข้าเทียบหน้าประตูวัดบวรนิเวศวิหาร สนองงานครั้งสุดท้าย เชิญตะลุ่มพระอัฐิธาตุในพระเจดีย์จากพระเสลี่ยงไปประดิษฐานยังวัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี แดนกำเนิดชีวิตในร่มพระศาสนาของพระองค์ท่าน

ทีนี้ก็จะมาถึงว่า ผ่านไปครบสิบห้าบรรจบเข้าหนึ่งทศวรรษครึ่งพอดี ในการที่จะพิสูจน์คน ก่อนหน้านี้ผู้คนก็ถามว่า เหตุไรไม่เขียนบันทึกเผยแผ่กิตติคุณของศาลเจ้าพ่อนาคราชเมืองจันเสน ที่ผู้ทำหน้าที่รักษาเทวสถาน อย่างท่าน อาจารย์ณรงศักดิ์ ผู้มีคุณวิเศษ ได้สำแดงอิทธิเดชอัศจรรย์ให้เปนที่รู้จักแพร่หลายเสียที แต่ได้คอยบอกเล่าเปนพงศาวดารกระซิบจำกัดอยู่แต่หมู่ผู้ใกล้ชิดเพียงเท่านั้น ก็ต้องเรียนว่า เหตุผลกลหลักมันมีหลายประการ

ประการแรกนั้นก็คือ เรื่องราวลึกเร้นของใครๆที่ได้รับการเปิดเผยรหัสนัยจากท่านอาจารย์นั้น เจ้าตัวเขาอาจจะไม่อยากให้ผู้อื่นได้รู้เรื่องของเขาบ้างก็ได้ ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าเปนเรื่องความชั่วความเลวแต่อย่างไร แต่อาจเปนเรื่องส่วนตัวมากๆ เช่น เรื่องชาติกำเนิดที่พรางไว้ เรื่องการสมรสครั้งใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งใครเปนใครในครอบครัว จำเปนต้องอาศัยกาลเวลาพาผ่านให้รู้ชัดว่าเจ้าของเขาไม่ “อะไร” แล้ว เช่นนี้จึงจะนำออกเล่าสู่ได้ เช่น เรื่องของผู้กำกับหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีพี่ชายร่วมสายเลือดรั้งยศอยู่เเค่ที่สารวัตร ผู้กำกับนี้มีความกังวลใจเปนห่วงพี่ชายอยู่มากเรื่องความล้าหลังในอาชีพราชการ เรื่องรายได้เงินกินใช้ เรื่องที่อยู่อาศัย วันหนึ่งเขาได้ถามข้อกังวลในใจนี้กับท่านอาจารย์ ทำนองว่าทำไมเขา จะต้องมีคอยดูแลพี่ชายคนนี้ด้วย ทั้งที่พี่เรียนจบก่อนเขา ทำงานก่อนเขาแต่เขากลับต้องกังวลคอยดูแลต่างๆทั้งอาชีพการงาน ตำแหน่งโยกย้าย ที่อยู่ที่กิน ฯลฯ อย่างกับว่าเลี้ยงลูกอ่อน

ท่านอาจารย์ได้ถามกลับขึ้นคำหนึ่งว่า “อยากจะรู้แน่หรือ?” ผู้กำกับหนุ่มนี้ พยักหน้ารับว่า “ครับ” ท่านอาจารย์ถามย้ำว่า “อยากรู้แน่นะ?”

ผู้กำกับหนุ่มนี้ พยักหน้า รับว่า “ครับ” ท่านจึงว่า “อยากรู้ ก็จะบอกให้”

จากนั้นท่านได้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้กำกับคนนี้ เเละเริ่มเล่าว่า ก่อนหน้านี้แม่เราน่ะเขามีลูกชายสองคน ไอ้เด็กสองคนนี้พากันหนีแม่ไปเล่นน้ำในบึงหลังบ้านทั้งที่แม่ห้ามแล้วแต่ไม่ฟัง เมื่อเเช่น้ำกันจนหนำใจเเล้ว เด็กทั้งสองเกิดเปนตะคริว จมน้ำลงไป ตัวคนพี่นั้นด้วยว่าชวนน้องมาอย่างหนึ่ง ด้วยว่าเปนพี่เขาอีกอย่างหนึ่ง ก็กลั้นใจยอมให้น้องเหยียบไหล่ ดันตัวขึ้นฝั่ง ส่วนตัวเองนั้นยอมจมน้ำขาดอากาศหายใจตาย เด็กคนน้องพอพ้นภัยมาได้ก็วิ่งไปหาแม่ที่บ้าน ด้วยความเด็กมากพูดก็ยังไม่ได้ชัด ชี้โบ๊เบ๊ไปที่สระที่เกิดเหตุ แม่เห็นกลับมาคนเดียวก็เดาได้ ถลันไปถึงสระ ก็ใช้เวลาเปนคืนกว่าจะได้ศพลูกชายคนโตมา

ทุกคน ณ ที่นั้นก็งุนงงว่า ท่านอาจารย์พูดเรื่องอะไร ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับประเด็น ?!? ท่ามกลางความสงสัยนั้น ท่านจิบเครื่องดื่มชูกำลังหน่อยนึงแล้วว่าต่อว่า

ทีมมังกร 3 : บทส่งท้ายทีมมังกร

แม่เขาเสียใจมากเพราะรักลูกคนโตมาก รดน้ำศพแล้วก่อนเข้าโลง เขาเอาลิปสติกแดงวงเครื่องหมายไว้ที่สะบักข้างหลัง ว่าชาติหน้าถ้ามีจริงก็ขอให้กลับมาเกิดเปนลูกเขาใหม่ เอ้า ตุ๋ย_ท่านเรียกชื่อผู้กำกับคนถาม “ถอดเสื้อที_เสื้อเอ็งน่ะ” ระหว่างผู้กำกับนั้นยักแย่ยักยันถอดเสื้อโปโลที่ใส่ครึ่งท่อนมา ถอดเหลือแต่ตัวแล้วท่านก็ว่า “ไอ้คนพี่ที่จมน้ำมาเกิดใหม่เปนน้องเล็ก_ก็ตัวเอ็งนี่ยังไงล่ะ” ว่าแล้วก็จิ้มพรวดเข้าให้ตรงสะบักหลังซึ่งมีปานแดงเปนวงกลมประทับอยู่ อันปรากฏแก่คนทั้งศาลาตรงนั้น

ท่านว่าต่อว่า ทีนี้แม่เขาเนี่ย ไปไหนมาไหน ย้ายตามพ่อเราไป เขาบอกใครๆแต่ว่ามีลูกสองคน เรื่องลูกคนโตจมน้ำตายน่ะเขาปิดเสีย รู้กันแต่กะพ่อมึงน่ะ ตอนนี้พ่อเขาตายเสียแล้วคนรู้ก็เหลือแม่เอ็งคนเดียว กับข้าอีกคน! ส่วนไอ้สมชายที่มึงว่าพี่มึงนั่น_มันจำอะไรไม่ได้ตอนนั้นมันเล็กมาก

ทีนี้รู้ล่ะน่ะ ว่าตัวเองน่ะไม่ใช่น้อง_เอ็งน่ะพี่ กลับชาติมาเกิดดูแลน้อง “ก็ต้องดูแลมันไปต่ออย่างงี้แหละ” และที่ตัวเราก้าวหน้ากว่ามันเพราะแท้แล้วดวงจิตเปนพี่ ที่จริงเขาต้องทดเวลาของชาติที่เเล้วกันนะ

“นี่_ทุกคนฟังไว้นะ คนเราจะมาว่าโอ้ คนนี้อายุน้อยทำไมก้าวหน้าไว เขามีที่มาที่ไปกันนะ อย่าไปอิจฉาริษยาเขานะ คนเราทำมาไม่เหมือนกันนะ”

ตำรวจหนุ่มนั่นใส่เสื้อแล้วไม่ค่อยปักใจกับคำให้การของท่านอาจารย์ เบี่ยงตัวออกจากศาลา แล้วไปโทรศัพท์หาแม่ สอบปากคำแม่อีกรอบว่าตกลงแล้วแม่มีลูกชายกี่คน แม่ถึงกับอึ้งไป ว่าใครเปนผู้เฉลยความลับนี้ ขอให้ลูกชายถือโทรศัพท์เขามาหาท่านอาจารย์แล้วว่า ขอกราบอาจารย์มาทางโทรศัพท์! ดังนี้เปนต้น