thansettakij
thansettakij
เหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

เหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

เหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • “ตานใช้ตานแทน” คือพิธีทำบุญเพื่อชดใช้กรรม เป็นประเพณีล้านนา ทำทานเพื่อชดใช้ความผิดหรือหนี้กรรมทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น การฆ่าสัตว์ ลักของ หรือทำสิ่งไม่ดีในอดีต
  • แนวคิดมาจากเมตตาและการ “ทดแทน” สะท้อนการสำนึกผิดและชดเชย เช่น ปั้นสัตว์แทนชีวิตที่เคยทำร้าย หรือถวายของเพื่อไถ่บาป เน้นการลดกิเลสและสร้างกุศล
  • ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเป็นต้นแบบการเสียสละ ท่านมีชีวิตลำบากแต่เปี่ยมเมตตา ช่วยปล่อยสัตว์และยอม “ชดใช้แทน” ด้วยแรงกายหรือทรัพย์สิน จึงเป็นที่มาของความเชื่อและพิธีนี้

เป็นที่น่าสนใจว่าท่านผู้กรุณาติดตามอ่านคอลัมน์ Cat Out of The Box นี้มีคนรุ่นใหม่วัยรุ่นอายุ 20 กว่าอยู่ด้วย คุณผู้อ่านท่านนี้กรุณาให้ความเห็นว่าเป็นคอลัมน์ที่แปลกดีแต่ละสัปดาห์มีเนื้อหาแตกต่างกันไป จับทางไม่ถูกเลยว่าจะพูดเรื่องอะไรบ้าง

ในเวลาเดียวกันก็ขอตั้งคำถามถึงปรากฏการณ์ทางสังคม ที่ “แปลกๆน่าพิศวง” ว่าคอลัมน์พอทราบหรือไม่ เกี่ยวกับเหรียญตานใช้ตานแทนของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ซึ่งมีดาราสุภาพสตรี ยุคปี 1990 ท่านหนึ่งป่วยไตวายมานานเกือบ 10 ปี มีความหวังในการรักษาริบหรี่ แต่เมื่อได้บูชาเหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาฯ ก็เกิดปรากฏการณ์พิเศษ ได้รับบริจาคไตใหม่มาผ่าตัดใส่ทดแทน ทันเวลาไตเดิมหมดอายุแทบเส้นยาแดงผ่าแปด

อันนี้ก็ขออนุญาตเว้นไว้ในส่วนเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์เพราะว่าไม่สามารถจะมีความสามารถพิเศษเรื่องการหยั่งรู้และรับรองการปรากฏขึ้นของอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆได้ อีทีนี้, แต่ทั้งนี้, อย่างไรก็ดี ภาษิตของพวกเยอรมันกล่าวเอาไว้ว่า_อย่าเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ถ้าหากไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่จริง 55

จึงขออนุญาตอธิบายในเชิงความเป็นมาและวัฒนธรรมของชาวเมืองเหนือในเรื่องเกี่ยวกับการทำพิธีตานใช้ตานแทนและที่มาที่ไปของท่านเจ้าของเหรียญคือครูบาชัยยะวงศาพัฒนาน่าจะเหมาะสมดีกว่า อันว่าเหรียญตานใช้ตานแทนของครูบาท่านนี้ แยกความหมายของศัพท์กันก่อน ตานก็เป็นสำเนียงของทางเมืองเหนือเรียกคำว่าทาน เช่น ครัวตาน ก็คือ ครัวทาน

ทานใช้ ก็คือทานชดใช้และทานทดแทนเป็นพิธีกรรมประเพณีการทำทานชนิดว่านอกจากยิ่งใหญ่แล้วยังมีวัตถุประสงค์เพื่อชดใช้หนี้สินที่มองไม่เห็นหรือพลั้งเผลอลืมไปซึ่งได้เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกเรากันเอง ไม่ว่าจะเป็นการก่อเจดีย์ทรายให้กับวัดเพื่อชดใช้ที่เดินเข้าวัดแล้วก้อนกรวดก้อนทรายของวัดติดเท้าออกมา ก็เลยก่อเจดีย์โดยขนเอาทรายจากข้างนอกเข้าไปทำที่ลานวัดเกิดกิจกรรมทำให้ดูสวยงามชดใช้ทดแทนกัน

พิธีกรรมนี้ จะว่าทำกันโดยทั่วไปก็พูดไม่ถนัดนักเอาเป็นว่า นิยมมากกว่าที่จะทำกันในสายของครูบาศรีวิชัย แต่ไม่ใช่ว่าที่อื่นๆไม่มี ระยะหลังมานี้วัดทางเมืองเหนือที่สืบสานประเพณีทานใช้ทานแทนก็มี เช่น ที่วัดพุทธสันติวิเวก ลำปาง จะมีการถวายสิ่งของเครื่องใช้ เพื่อชำระบาปกรรมจากการลักขโมย ของพ่อของแม่ ปู่ ย่า ตา ยายของสงฆ์หรือของอื่นๆ โดยมีความเชื่อว่าจะมีบาปติดตัวถึง 500 ชาติ ฉะนั้นจึงนำสิ่งของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อใช้หนี้กรรมเก่าเพื่อให้บาปกรรมเบาบาง สูญหายไป จากนั้นสมาทานไม่ลักขโมยของใครอีกบาปกรรมก็จะไม่เกิดขึ้นต่อ เป็นการป้องกันอีกทางหนึ่งด้วย

มีการปั้นทำรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู่ ปลา อึ่งอ่าง และนก แมลง เพื่อเป็นตัวแทนสัตว์ที่เราเคยได้ฆ่าได้ตี ได้ตัดชีวิตเขาไปถวายทาน มีการทำตุงเงิน ตุงคำ ตุงนาก ตุงโลหะ ตุงเหล็ก ตุงทอง ตุงตะกั่ว ตุงข้าวเปลือก ตุงไม้ไผ่ เป็นทาน ถวายพระรัตนตรัย เพื่อให้ลดกิเลสความอยากได้ หรือยึดมั่นในของรักของหวง ทำให้คนได้ตระหนักถึงและกระทำ คุณความดีกุศล กรรมใหญ่ เพื่อทดแทนอกุศลกรรมเก่าที่หนักและแรงกว่าในอดีต เพื่อให้คนในสังคมที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ได้ใช้หนี้กรรมเก่าทั้งในอดีตชาติและปัจจุบัน

ในวันงานคณะศรัทธา ญาติโยม ได้ตกแต่งข้าวตอกดอกไม้ใส่ในล้อเกวียนนับสิบเล่ม ต้นตาน(ทาน) ใหญ่สูงสิบกว่าเมตร แห่ขบวนครัวตานไปตามถนนรอบวัด ขบวนหลากสีสัน ผ่านทุ่งนาสีเขียว ผู้คนจำนวนมากที่มีแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาต่างมาร่วมพิธีกรรม เป็นภาพอันงดงามน่าประทับใจ

เหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

ย่อหน้าข้างบนนี้คัดมาจากบทความของทางวัด เชิญมาเรียบเรียงให้กระชับขึ้น ในพิธีการเก่าแก่ของทางวัดพระบาทห้วยต้มของครูบาชัยยะวงศาพัฒนานั้น ท่านจะจัดสร้างพระเครื่องและเหรียญแทนตัวของท่านในพิธีนี้ด้วยโดยตัวท่านปลุกเสกเองบ้างนิมนต์พระพระสงฆ์ทรงอิทธิคุณทั้งรุ่นใหญ่กว่าท่านรุ่นเดียวกับท่านมาร่วมสวดในพิธีด้วย มีการจัดทำพิธีนี้หลายครั้งเท่าที่มีผู้บันทึกไว้ว่ากันว่าประมาณแปดครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี 2543 ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ส่วนกรณีว่าเหรียญตานใช้ตานแทนของครูบาชัยยะวงศาท่านนี้น่าจะมีเรื่องลึกลับเบื้องหลังหรือไม่ว่าทำไมถึงขลัง อันนี้ก็ตอบได้ว่าถ้าผู้ใดได้ล่วงรู้ถึงประวัติวัตรจริยาที่มาของครูบาท่านนี้แล้วก็จะเข้าใจได้เลยว่าท่านเองมีจิตใจบำเพ็ญเพียรในลักษณะของพระโพธิสัตว์ที่เป็นผู้โปรดสัตว์ที่ได้ยากอย่างยิ่ง

ซึ่งจริงๆแล้วคำว่าโปรดในที่นี้โบราณอาจจะใช้คำยาวเกินไป ควรน่าจะต้องใช้คำว่าปลดสัตว์หมายความว่าปลดออกจากภาระ, ปลดออกจากบ่วงหรือสิ่งที่ผูกมัดรัดตรึงมากกว่าไม่ใช่เป็นการโปรดที่มีลักษณะหรูหรา หรือราชาศัพท์แต่อย่างใด

เมื่อครั้งยังเด็กครูบาชัยยะวงศาท่านชื่อวงศ์เฉยๆเกิดในครอบครัวที่ยากจนอยู่ละแวกบ้านก้อ แถบเมืองลี้ เหนือเมืองเถินขึ้นไป บิดาของท่านมีลูกหลายคน ที่นาก็มีจำนวนน้อยการปลูกข้าวไม่ค่อยได้ผลดีทำให้จำเป็นต้องหาซื้อข้าวเปลือกจากแหล่งอื่นมารับประทานกันในครอบครัว โดยท่านมีอาชีพเสริมคือเก็บขี้ค้างคาวในถ้ำนำมาปรุงเป็นดินประสิวดินปืนขายหาเงินซื้อข้าว

ครูบาเคยรำพึงว่าได้รับประทานน้อยเสียจนคิดว่าข้าวที่พ่อหาเลี้ยงท่านมาไม่น่าเกิน 10 ถัง ในความลำบากยากเข็ญนั้นบิดาของท่านสอนให้ท่านรู้จักแบ่งปันข้าวที่มีน้อยนิดเอาไว้ทำบุญใส่บาตรส่วนตัวท่านเองถ้าหิวก็ใช้วิธีเอาดอกไผ่มาหุงกินแทนข้าว อันว่าดอกไผ่นี้ก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ว่ามันจะออกดอกตอนที่ว่ามันใกล้จะตาย การออกดอกไผ่มาแล้วครั้งใดถือเป็นการสูญสิ้นของต้นไผ่เมื่อนั้น

เมื่อได้ดอกไผ่มาตามความรู้ของนักปราชญ์โบราณท่านให้สีหรือตำเอาเปลือกออกแล้วเอาไปหุงรับประทานได้แทนข้าวโดย ในภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น เขาจะไม่หุงดอกไผ่ในกระบอกไม้ไผ่เป็นอันขาด คนบ้านป่าราวดอยเมื่อจะหุงข้าวบางทีไม่มีภาชนะหรือหม้อก็จะหุงในกระบอกไม้ไผ่อย่างที่เราเรียกกันว่าหลามหรือทำข้าวหลาม ดอกไผ่หลามไม่ได้เป็นของต้องห้าม ถ้าหลามเข้าแล้วในกระบอกของมันเองจะเกิดพิษขึ้นคนกินถึงขั้นตายได้

ในความลำบากยากแค้นแห่งชีวิตของเด็กชายวงศ์ท่านจะต้องออกจากบ้านไปเฝ้านาโดยเฉพาะในฤดูที่เข้าออกรวงนกต่างๆจะพากันมากิน ท่านจะออกเดินทางในเวลากลางคืนเพื่อให้ไปทันเวลานกลงตอนเช้าโดยเดินทางไปลำพังคนเดียวแม้ว่าจะยังเป็นเด็ก พวกผู้ใหญ่แปลกใจในกิริยามั่นคงองอาจไม่หวั่นเกรงอะไรของท่าน ที่เป็นเด็กเป็นเล็กเดินทางกลางค่ำกลางคืนในที่มืดคนเดียวเปลี่ยวดาย ไม่กลัวผี กลัวเสือ

สอบถามท่านเข้าแล้ว ครูบาก็ตอบว่าอันดับหนึ่งอาจจะเกี่ยวด้วยความจำเป็นบังคับ อันดับสองเรื่องเสือเรื่องผีนั้นไม่กลัวเพราะหลายทีมีเสือมานำทางและเมื่อถึงเป้าหมายเสือก็หายไป เลยรู้สึกว่าเป็นมิตรกันจิตใจอ่อนโยนและเมตตากรุณาของเด็กชายวงศ์ นั้นมีเผื่อแผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ที่ติดบ่วงนายพรานเขาวางกับดักไว้สัตว์เล็กน้อยไม่ว่าจะกระรอกกระแตไปกระทั่งสัตว์ใหญ่ยิ่งกว่า ถ้าครูบาในนามเด็กชายวงศ์ไปพบเข้าว่าติดบ่วง ติดแร้ว ติดด้วงติดกับดักอยู่กลางป่า ท่านจะเข้าไปปลดปล่อยสัตว์นั้นๆไปเสีย แล้วท่านก็หาทางชดใช้กับเจ้าของกับดักแทน

หลายคราวท่านไปขุดหัวเผือกหัวมันหรือหัวกลอยได้มา จะกลับบ้าน ไปเจอกระรอกกระแตติดบ่วง ท่านก็เข้าแก้ไขปล่อยไปแล้วก็เอาหัวเผือกหัวมันนั้นขัดเอาไว้แทนตัวสัตว์ให้เพื่อนายพรานเจ้าของบ่วงมาถึงแล้วไม่เจอสัตว์ ก็ยังได้ผลตอบแทนเป็นหัวเผือกหัวมันชดใช้แม้ว่าเผือกหรือมันนั้นท่านตั้งใจขุดโดยยากลำบาก จะนำกลับไปกินกับพี่น้องท่านก็ยอมเสียสละเพื่อใช้ “แทน” สัตว์ที่ติดบ่วง

ครูบาประพฤติเช่นนี้เรื่อยมาแม้ว่าบางวันท่านจะไม่มีของติดตัวเลยท่านก็จะนั่งเฝ้าบ่วงนั้นอยู่รอจนกว่านายพรานหรือชาวบ้านเจ้าของบ่วงจะมากู้บ่วงแล้วท่านก็สารภาพความผิดที่ปลดบ่วง แล้วเสนอตัวเข้ารับใช้ไถ่โทษว่าท่านเองเป็นคนปล่อยสัตว์นั้นไปด้วยความสงสารแต่ไม่มีอะไรจะทดแทนให้ท่านก็ขอใช้กำลังแรงกายของตัวเข้ารับใช้นายพราน ตามแต่จะเรียกใช้สอย

นายพรานบางคนก็โกรธแต่ไม่เคยลงไม้ลงมืออะไรกับท่านอย่างมากก็ให้ท่านไปช่วยทำความสะอาด หรือทำงานบางอย่างที่บ้านหรือบางทีเจ้าของบ่วงก็โมทนาสาธุ บางคนก็พูดจาตำหนิติเตียนให้ท่านทราบถึงความเป็นเจ้าของชีวิตของสัตว์ที่ได้ลงทุนทำการวางแผนจำดักไว้ แม้กระทั่งปลาดุกที่ติดเบ็ดท่านก็ปล่อยเหมือนกันซึ่งเป็นเบ็ดราวที่ชาวบ้านปักเอาไว้ตามแหล่งน้ำ แล้วท่านก็ยอมตนรอจนกว่าเขาจะมาเพื่อจะบอกกล่าวเอาตัวเองเข้าไถ่บาปแทนให้กิริยาบุญเช่นนี้เองที่อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมทานใช้แทนเหมือนอย่างเดียวกับที่ฝ่ายคริสตศาสนาเรียกกันว่าเป็นพระมหาไถ่ ชั่วแต่ว่าท่านไม่ได้ไถ่บาปในมิติตรงตรงว่าผู้ใดมีบาปทำไว้ท่านรับผิดชอบแทน แต่ท่านทำเป็นเรื่องการสร้างโอกาสลดบาปในการได้ทำไถ่โดยเอาตัวเองเข้าแทรกผสมกับสร้างบุญในการปล่อยสัตว์ที่ถูกผูกมัดรัดไว้ และจะถูกเขาฆ่าต่อไป การบำเพ็ญบารมีชนิดไถ่เช่นนี้เป็นคติความเชื่อของฝ่ายพระโพธิสัตว์ที่สืบต่อมานานมีบารมีหลายชนิดแตกต่างกันเป็นสิบอย่างแล้วแต่แง่มุมไหนท่านผู้ใดปรารถนาจะได้สั่งสมให้สำเร็จแก่กับดวงจิตของตนเอง

เหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาท่านนี้เมื่อมีจิตเป็นกุศลมากเข้าท่านก็ขออนุญาตบิดามารดาไปบวชเณรโดยบวชอยู่กับหลวงพ่อพระชัยลังกาที่พระธาตุแก่งสร้อย ริมแม่น้ำปิงซึ่งปัจจุบันนี้เป็นเกาะกลางน้ำอยู่กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล พระธาตุแก่งสร้อยสร้างมานานตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าจามเทวีในเวลานั้นเป็นที่รู้กันว่าถ้าถึงพระธาตุแก่งสร้อยแล้วอีกไม่นานก็จะลุถึงเขตเมืองเหนือ เพราะการเดินทางสมัยก่อนใช้ทางเรือล่องสัญจรลำน้ำปิงขึ้นลงเป็นหลักที่วัดนี้ท่านต้องเรียนหนังสือเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ก็ถูกกระทำรังแกซึ่งภาษาปัจจุบันเราใช้คำว่าบุลลี่เป็นอย่างมากเพราะท่านมาจากดินแดนที่ห่างไกล ครูที่สอนท่านไม่ใช่อุปัชฌาย์เป็นแต่ว่าหัวหน้านักเรียนพระที่อาวุโสขึ้นเมื่อท่านเรียนช้าหรืออ่านไม่ได้ก็ถูกฟาดถูกเฆี่ยนถูกทุบตี บางคราวถึงขั้นมีการใช้สันขวานทุบเข้าที่หัว ตัวท่านเองมีบาดแผลเต็มไปหมดแต่อดทนไม่ปริปากบอกฟ้องพระอุปัชฌาย์ เจตนาเพื่อสร้างบารมีใฝ่ขันติธรรม

เมื่อท่านอุปัชฌาย์เห็นบาดแผลซักถามท่านก็จะตอบว่าได้ให้อภัยผู้ที่ทำไปทั้งหมดแล้ว การกลั่นแกล้งนี้อาจจะเป็นด้วยเหตุที่ว่าท่านอุปัชฌาย์มีความเอ็นดูสงสารสามเณรชัยวงศ์เป็นพิเศษถึงขั้นตั้งชื่อให้ท่านเป็นชื่อเดียวกันว่า ชัยลังกา เวลาท่านถูกแกล้งมากๆท่านอดทนอดกลั้นอย่างเหลือแสน หลายคราวคนแกล้งเอากระโถนบ้วนน้ำมูกน้ำหมากบ้วนน้ำลายของท่านอุปัชฌาย์แทนที่จะเททิ้งแต่เอามาวางไว้ในสำรับข้าวของท่านเพื่อให้ท่านบังเกิดความขยะแขยงท่านเองตอบโต้ด้วยการใช้ข้าวเหนียวจิ้มลงไปในกระโถนน้ำมูตรคูถของครูบานั้นแล้วรับประทานดื้อๆ คนที่คอยกลั่นแกล้งก็แตกฮือ คือ รากแตกกันไปแต่การรังแกท่านก็ไม่ได้หยุด มีถึงขั้นเอา ยางต้นรัก มาทาบริเวณที่ท่านนอนเมื่อท่านนอนลงไปยางรักนั้นเป็นพิษก็กัดเนื้อตัวท่านเป็นแผลเปื่อยเว่อตัวท่านก็อดทนจนกระทั่งเกิดความพุพองขึ้นก็ยังไม่ปริปากบอกใคร จนแล้วจนรอดก็มีผู้ที่มียาดี มาจากแดนไกลเอายามารักษาท่านเป็นเวลาสามวันสามคืนก็จึงหาย เมื่ออายุครบบวชท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุและต่อมาท่านได้พบกับครูบาศรีวิชัยและได้เป็นกำลังสำคัญของครูบาศรีวิชัยในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ (ถนนนี้สร้างด้วยความยากลำบากเป็นการทดสอบบารมีของครูบาศรีวิชัยอีกทางหนึ่ง)

โดยในจังหวะก่อนที่ท่านจะมาช่วยงานครูบาศรีวิชัยนั้นท่านได้ธุดงค์จาริกเข้าไปในดินแดนของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นรัฐอิสระเก่าแก่มาตั้งแต่โบราณมีกษัตริย์ของตนเองด้วยซ้ำไป พวกกะเหรี่ยงคุยกับท่านอย่างซื่อตรงและเป็นมิตร ครูบาเองเห็นความใสซื่อของพวกเขาก็พยายามแนะนำให้รักษาศีลลดการฆ่าสัตว์ ชาวกะเหรี่ยงที่มีความนับถือท่านได้ยกกันมาช่วยท่านสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าจะมีโค้งหักศอกที่ยากมากที่จะสร้างได้สำเร็จ เรียกกันว่า โค้งขุนกันชนะนนท์ถี โดยท่านขุนกันชนะนนท์ถี

ผู้นี้เป็นมหาเศรษฐีชาวไทยใหญ่ปลูกบ้านเรือนอยู่แถวสารภีมีอาชีพค้าขายเป็นผู้ที่มีความเก่งกล้าเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงตัดถนนหักศอก ท่านขุนกันกับกองกำลังไทยใหญ่ของท่านก็เข้าอาสา แต่มาติดที่ว่ามีก้อนหินใหญ่ขวางทางจะโยกอย่างไรเอาช้างดึงหรือทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จขยับเขยื้อนไม่ได้ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเวลานั้นอายุได้ราว 23 ถึง 24 ปีได้รับคำสั่งจากครูบาศรีวิชัยให้ดำเนินการช่วยจัดการปัญหาก้อนหินใหญ่ท่านครูบาวงศ์เดินไปแล้วแผ่เมตตาให้หินเล็กน้อยมือแตะก้อนหินยักษ์นั้นผลักเบาเบาก้อนหินก็ร่วงลงไป ทำให้การสร้างถนนนั้นลุล่วงขึ้นได้ ต่อมาครูบาชัยยะวงศาถูกเพ่งเล็งจากทางราชการว่าเป็นกำลังสำคัญให้ครูบาศรีวิชัยผู้ซึ่งถูกเพ่งเล็งจากส่วนกลางว่าปฏิบัตินอกกฎกติกาของเมืองหลวงที่กำหนดการปกครองสงฆ์อย่างใหม่ ถูกตั้งข้อหาว่าบวชพระโดยไม่ได้รับอนุญาตและอื่นๆจึงมีการรวมตัวกันในหมู่คณะสงฆ์ให้ครูบาชัยยะวงศาท่านสึก ซึ่งเป็นเกมส์การเมืองในยุคนั้นท่านก็ยอมโดยนำ ผ้าขาวมานุ่งห่มเป็นกิริยาเดียวกับครูบาอภิชัยขาวปีซึ่งเป็นมือขวาของครูบาศรีวิชัยซึ่งก็ถูกบังคับให้ลาสิกขาเช่นกันก็เลยจะต้องนุ่งห่มเป็นสีขาวแทน

ต่อมาท่านได้รับอนุญาตให้อุปสมบทอีกครั้งหนึ่งครั้งนี้ท่านเข้าไปที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มและเริ่มลงมือบูรณะวัดก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พื้นที่แห่งนี้พวกกะเหรี่ยงที่ครูบาเคยคุ้นได้พากันอพยพย้ายถิ่นมาอยู่กับครูบาเป็นชุมชนขนาดย่อมซึ่งครูบาได้ทำความตกลงกันว่าให้รับประทานมังสวิรัติตลอดชีวิตเพื่อให้บังเกิดความร่มเย็นผาสุกในพื้นที่ เจ้าที่ผีสางเทวดาต่างๆก็อนุโมทนา ท่านว่าเกิดแผ่นดินธรรมขึ้นเสียก่อนแล้วแผ่นดินทองก็จะตามมา พี่น้องชาวกะเหรี่ยงทั้งนั้นก็พากันรับสัจจะอยู่กับครูบาช่วยพัฒนาสร้างวัดสร้างโรงเรียนสร้างหมู่บ้านด้วยความยินดี

หากแม้ว่ามีผู้ใดผิดสัจจะกติกาก็จะว่ากล่าวตักเตือนกันเองหากเหลือบ่ากว่าแรงมาเล่าให้ครูบาฟังท่านก็มักจะเทศนาว่าคนผู้ใดไปกินเนื้อสัตว์เล่นการพนันดื่มเหล้าสุราแล้วนิยมชมชอบว่าคนนั้นเขาเก่งเขากล้าก็ยกให้คนนั้นเป็นครูบาแทนท่านเสียเลย ไม่เห็นจะต้องนับถือท่านต่อไปชาวกะเหรี่ยงได้ฟังดังนี้ก็มีความละอายใจแล้วก็ลดละเลิกสิ่งที่ไม่ชอบไม่ควรจนสำเร็จ ข้างงานศิลปะวัฒนธรรมที่พวกเขาร่วมกันก่อสร้างกับครูบาเป็นที่สวยสดงดงามภาพในวิหารนั้นจารึกความเป็นมาเป็นไปเอาไว้อย่างดีผู้สังเกตการณ์ยามนั้นเห็นว่างานช่างละเอียดละออต่างๆฝ่ายผู้ชายกะเหรี่ยงเป็นคนทำการผลิตงานศิลปะโดยกะร่อยกะริบ แต่งานแบกหามอิฐปูนชาวกะเหรี่ยงผู้หญิงลงมือทำ ก็ค่อนข้างแปลกใจ

ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าเสด็จพระราชดำเนินยังวัดพระบาทห้วยต้ม โดยดวงจิตดวงหทัยของท่านผู้ซึ่งเป็นภัทรมหาราชในพระราชหฤทัยนั้นทรงคิดมุ่งแต่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ไม่เลือกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ได้ทรงวิเคราะห์ดูพบว่าชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมีอาการเจ็บป่วยจากการขาดสารโปรตีนเนื่องจากรับประทานมังสวิรัติ โดยไม่ถูกวิธีนักเช่นรับประทานข้าวเหนียวกับขนุนอ่อนปรุงรสเค็มเผ็ดได้คาร์โบไฮเดรตกับไฟเบอร์ไม่มีโปรตีนตามสมควรก็มีพระมหากรุณาธิคุณคิดหาทางแก้ไข

เมื่อครูบาเข้าเฝ้ามีพระบรมราชวินิจฉัยในลักษณะทรงปรึกษาหารือกับครูบาผู้ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพื้นที่ว่าปัญหาการขาดโปรตีนนี้แก้ได้ด้วยการกินไข่ไก่ครูบาจะอนุญาตให้พวกเขาเลี้ยงไก่แล้วกินไข่ได้หรือไม่ ครูบาถวายวิสัชนาโดยสำรวมว่ามีความกังวลว่าเมื่อมีไก่อยู่ใกล้ตัวคนแล้วก็คงจะมีการลองฆ่าไก่ทำกินเข้าจนได้สักวันนึง

เหรียญตานใช้ตานแทน ของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนก็มีพระมหากรุณาที่คุณพระราชทานแนวทางการทำโปรตีนจากถั่วเหลืองเสริมเข้าไปให้กับชุมชนได้มีโปรตีนทางเลือกเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ศิลปินวาดรูปสถานการณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นเสด็จเยี่ยมวัดพระบาทห้วยต้มและครูบาเข้าเฝ้าในชุดทรงงานที่เจนตาคือฉลองพระองค์กางเกงสนับเพลาสแล็คเสื้อเชิ้ตแขนยาวและเสื้อนอก สีฟ้าก่ำของมูลนิธิชัยพัฒนาที่พระศอสะพายกล้องถ่ายรูป พระพาหาหนีบพับแผนที่ โดยพระมหากรุณาที่คุณอันแผ่ไพศาลนี้ ชาวพระพุทธบาทห้วยต้มจดจำ จารึกไว้ตราบนานเท่านาน ในรูปแบบงานศิลปะงามงดของภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่เราท่านสมควรแวะไปเยี่ยมยลในกิริยาบุญสักการะกันสักครั้งหนึ่ง