
กองทุนอ่วม คาดปี 65 เงินไหลออก 2 แสนล้านบาท
บลจ.กสิกรไทยชี้ อุตสาหกรรมกองทุนปี 65 ติดลบ 10% เหตุมีเงินไหลออก 2 แสนล้านบาท หลังตราสารหนี้ขาดทุนหนัก จากดอกเบี้ยขาขึ้น แนะกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ระบุเงินเฟ้อสหรัฐทรงตัว ตลาดเริ่มนิ่ง มีสัญญาณบวก ต้องมีติดพอร์ต
มอร์นิ่งสตาร์ไทยแลนด์รายงานภาพรวมกองทุนไทย ไตรมาส 2 ปี 2565 พบว่า กองทุนรวมไทย (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 3.8 ล้านล้านบาท หดตัว 7.0% จากไตรมาสแรกหรือลดลง 10.8% จากสิ้นปี 2564 ส่งผลให้ครึ่งปีแรก เงินไหลออกสุทธิสะสมแตะ 2.0 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่มีเงินไหลออกสุทธิ 2.3 แสนล้านบาท จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นและผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้ที่เฉลี่ยติดลบของแต่ละกลุ่ม ส่งผลมูลค่าทรัพย์สิน(NAV) สุทธิลดลง 15.2% จากสิ้นปีที่แล้วไปอยู่ที่ระดับ 1.3 ล้านล้านบาท
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด บลจ.กสิกรไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมปีนี้คาดว่า จะติดลบ 10% เนื่องจากมีเงินไหลออกเกือบ 2 แสนล้านบาทจากความกังวลของนักลงทุนถึงความผันผวนของตราสารหนี้ จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารสหรัฐ (เฟด) เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้กองทุนตราสารหนี้ขาดทุนทันทีจากการบันทึกราคาตามราคาตลาด (Mark to Market)
“อย่างคนที่่ถือตราสารหนี้ในอดีตได้ผลตอบแทน 0.5% แต่รัฐบาลออกพันธบัตรมาใหม่ให้ดอกเบี้ย 0.75% ตามดอกเบี้ยนโยบายก็ถือว่า ขาดทุนแล้วและยิ่งหุ้นกู้เอกชนที่จะออกตามหลังมา ดอกเบี้ยก็ต้องบวกเพิ่มจากดอกเบี้ยนโยบายอีก” นายวศินกล่าว
ขณะเดียวกันมูลค่ากองทุนก็ตกลงด้วย เพราะภาวะเงินเฟ้อสหรัฐที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่า เฟดจะเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยและส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกได้ ส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทขาดทุน มีเพียงน้ำมันเท่านั้นที่กำไร ดัชนีหุ้นไทยเองติดลบ 2-3%
“อุตสาหกรรมกองทุนรวมปีนี้จะเงียบก็คงไม่แปลก แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมอยู่ที่ 5 ล้านล้านบาทการที่มีเงินไหลออก 2 แสนล้านบาทก็คงไม่มาก ขณะเดียวกันทั้งอุตสาหกรรมยังลดการถือครองตราสารระยะยาวลง เพื่อลดการขาดทุน โดยเฉพาะตราสารหนี้ ที่แต่ก่อนเรามองว่า แม้ผลตอบแทนจะต่ำ แต่ไม่ขาดทุน แต่วันนี้ก็พิสูจน์แล้วลงทุนในตราสารหนี้ก็ขาดทุนได้”นายวศินกล่าว
ดังนั้นทิศทางของอุตสาห กรรมกองทุนรวมในระยะต่อไป แม้จะมีการออกกองทุนใหม่ๆ แต่จะเป็นลักษณะ Solution หรือ คำตอบแบบการลงทุนมากกว่าที่จะขายเป็นกองๆไป ซึ่งตอนนี้มีเรื่อง Open Architecture คือ การคัดเลือกกองทุนรวมดีๆ จากหลายๆ บลจ. ที่ผู้จัดการกองทุนมองว่า ควรซื้อมาประกอบกันุและตอบโจทย์พอร์ตของนักลงทุนเป็นการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ กระจายไปในหลายๆตลาดทั่วโลก
นอกจากนั้น ยังจะมีลักษณะกองทุนที่เป็น Dictionary Portfolio หน้าที่ของบลจ.คือ จะเป็นแนะนำหรืออาจจะเป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อแนะนำว่า กองไหนเป็อย่างไร หน้าที่ของนักลงทุนคือ ตัดสินใจและจ่ายเงินเท่านั้น และสุดท้ายคือ ้การลงทุนด้วยตัวเอง เชื่อว่าจะยังหลงเหลือในตลาดบ้าง แต่ก็มีความสำคัญเหมือนกันว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว คุณควรจะซื้ออะไรบ้าง
“การลงทุนเรามองอนาคต แต่บางครั้งอนาคตก็ไม่แน่นอน บางเรื่องก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ย้อนกลับไปต้นปีหรือปลายปีที่แล้ว เฟดบอกว่าเรื่องเงินเฟ้อเอาอยู่ มาถึงตอนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเอาอยู่หรือไม่ จึงทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด”นายวศินกล่าว
อย่างไรก็ดี บลจ.กสิกรไทยยังคงเชื่อว่า ภายใต้ความผันผวนยังคงมีโอกาสสำหรับการเข้าลงทุนได้ โดยใช้หลักกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์และเลือกลงทุนในภูมิภาคหรือ ประเทศที่มีการเติบโตสูงจากการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว จึงน่าจะมีติดไว้ในพอร์ต ตัวที่จะกระทบมากหน่อยคือ ยุโรปน่าจะมีจังหวะที่จะลง ขณะที่สหรัฐฯ แม้เงินเฟ้อจะยังสูง แต่เริ่มทรงตัว ซึ่งเมื่อไหร่ที่ตลาดพอจะเดาทิศทางได้ ทิศทางจะเริ่มขึ้น
“หุ้นทั่วโลกขณะนี้ถือว่าถูกมาก หุ้นไทยก็ถือว่าใช้ได้ เพราะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่สัดส่วนระหว่างหุ้นไทยกับต่างประเทศจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับว่า เราจะถือครองนานขนาดไหน ถ้าถือยาว หุ้นสหรัฐจำเป็นต้องมี เพราะมีสัดส่วนของตลาดทุนโลกประมาณ 40% และยังเป็นตลาดที่บริษัทชั้นนำของโลกไปจดทะเบียน แต่ที่น่าผิดหวังคือจีน ซึ่งราคาหุ้นถูกมาก พีอีแค่ 12 เท่าต่ำกว่าหุ้นไทย”
อย่างไรก็ตาม ถ้าไปดูในสัดส่วนดัชนี MSCI โลก หุ้นจีนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปี 7-10% ต่อปี โดยที่่สัดส่วนที่ลงทุนในจีน 10% ดังนั้นถ้าอยากได้ผลตอบแทน 7-10% ก็สามารถลงทุนตามดัชนี MSCI ได้ ขณะที่ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเพียง 4% น้อยมากโดยรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลด้วย ถ้าหักปันผลออกจะได้เพียง 2% เท่านั้น ดังนั้นการไปลงทุนต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,825 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565












