thansettakij
thansettakij
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ เป้า GDPไทย 3% ยังห่างไกล จี้รัฐเร่งปฏิรูปก่อนกระสุนการคลังหมด

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ เป้า GDPไทย 3% ยังห่างไกล จี้รัฐเร่งปฏิรูปก่อนกระสุนการคลังหมด

16 ต.ค. 69 | 10:01 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 10:01 น.

"เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว" ชี้ GDPไทยปี 69 โต 2.1% ของ IMF มีแนวโน้มใกล้เคียงความจริงมากกว่าเป้าหมาย 3% ของรัฐบาล เหตุเครื่องยนต์เศรษฐกิจยังกระจุกตัว กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง หนี้สาธารณะเพิ่มสูง พร้อมระบุโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ “สูตร 3113” เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ไข

KEY

POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้เป้าหมาย GDP โต 3% ของรัฐบาลยังห่างไกลความเป็นจริง โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้เพียงราว 2.1% เนื่องจากมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
  • การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเผชิญ 3 ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การส่งออกกระจุกตัว, กำลังซื้อในประเทศเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนสูง และศักยภาพการเติบโตของประเทศอยู่ในระดับต่ำ
  • เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แทนการใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้น เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังมีจำกัดและหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว เปิดเผยว่า การประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.1% มีแนวโน้มใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าเป้าหมาย 3% ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างการเติบโตในระดับสูงได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 ของหน่วยงานต่างๆ อยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน โดย IMF ประเมินที่ 2.1% ,ธนาคารโลก 2.0% ,สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 2.2% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 2.3%

สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดในการขยายตัว ส่วนเป้าหมายเติบโต 3% ควรถูกมองเป็นเป้าหมายระยะกลางที่ต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองจากแรงส่งในปัจจุบัน

ที่น่าสังเกตคือ ธปท.เองมอง GDP ไทยในปี 70 ไว้เพียง 1.8% ก่อนจะกลับไปที่ 2.8-3% ในปีถัดไป ดังนั้นคำถามที่สำคัญกว่าตัวเลขในปี้นี้ของใครที่ถูกต้อง นั่นก็คือคือ เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์มากพอจะขึ้นไปที่ 3% อย่างยั่งยืนหรือไม่

เศรษฐกิจครึ่งปีหลังต้องเร่งตัวแรง หากหวัง GDP โต 3%

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีสะท้อนความท้าทาย โดยไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาสสอง และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วเศรษฐกิจหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า

หากเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัว 2.1% ตามประมาณการของ IMF การเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังจะต้องอยู่เฉลี่ยประมาณ 1.9% ซึ่งใกล้เคียงกับโมเมนตัมในไตรมาสสอง แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจโตถึง 3% จะต้องเร่งการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังเป็นประมาณ 3.6–3.7%

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนยังมีความเสี่ยงกระทบการผลิต การท่องเที่ยว และการบริโภค ทำให้เป้าหมายดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ยากมาก

3 ข้อจำกัด ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

สำหรับข้อจำกัดสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ เครื่องยนต์ส่งออกที่กระจุกตัว โดยธนาคารโลกประเมินว่าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนมากกว่า 70% ของการขยายตัวของการส่งออกไทย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนไตรมาสสองขยายตัว 13.4% แต่การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 42.3% สะท้อนว่ามูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศอาจต่ำกว่าที่ตัวเลขการลงทุนแสดง

ด้านที่สองคือกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับ 85.2% ของ GDP ณ สิ้นเดือนมิถุนายน การลงทุนภาครัฐที่หดตัว 1.6% ในไตรมาสสอง และนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกที่ลดลงประมาณ 3%

ด้านที่สามคือศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่ง ธปท. ประเมินไว้ราว 2.7% การเติบโต 3% อย่างต่อเนื่องจึงต้องยกระดับศักยภาพของประเทศผ่านการเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างการลงทุนที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศ ไม่ใช่พึ่งพาการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

จี้รัฐเร่งแผน 3 ระยะ ใช้งบตรงจุด รักษาการจ้างงาน

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.3% ต่อปี ขณะที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีกลับสะสมเร็วขึ้น ส่วนเครื่องมือทางการคลังของรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 68% ของ GDP ณ เดือนสิงหาคม 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเข้าใกล้ 70% ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2570

ขณะที่การลงทุนภาครัฐไตรมาสสองหดตัว 1.6% และงบลงทุนในงบประมาณปี 2570 ลดลง รัฐบาลจึงต้องปรับแนวทางดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับข้อจำกัดและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งการแก้ปัญหาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะสั้น

ภายใน 6 เดือน รัฐบาลควรเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วมให้ตรงจุดและรวดเร็ว โดยเฉพาะการดูแลสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs และรายได้ของแรงงานในพื้นที่ประสบภัย ควบคู่กับการทยอยปรับจากการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบคลุมทุกคน ไปสู่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเจาะจง เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับแรงกระแทกในอนาคต

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาการจ้างงานมากกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียว โดยอาจใช้มาตรการร่วมจ่ายค่าจ้างกับนายจ้างในอุตสาหกรรมที่เสี่ยงเลิกจ้าง และออกแบบการสนับสนุนให้ลดลงเป็นขั้นบันไดตามเวลา เพราะการมีงานทำช่วยให้ครัวเรือนมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายและชำระหนี้

ระยะกลาง 1–3 ปี

โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนกระแสการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นผลิตภาพของคนไทย ไม่ใช่เพียงตัวเลขการส่งออก โดยข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า บริษัทไทยมีเพียงประมาณ 12% ที่เคยใช้ AI เทียบกับ 43% ในสหรัฐฯ

ภาครัฐจึงควรเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์การลงทุนเข้ากับการพัฒนาผู้ผลิตในประเทศและการฝึกทักษะแรงงาน พร้อมจัดทำกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ปฏิรูประบบภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้จริง แทนการพักหนี้เป็นรอบๆ

ขณะเดียวกัน ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่เป็นกันชนให้ประเทศ ทั้งการบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำและการกระจายแหล่งพลังงาน เพื่อลดความเสียหายที่อาจลุกลามจากภัยพิบัติไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ระยะยาว 3–10 ปี

ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับผลิตภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงสร้างที่ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เรียกว่า “สูตร 3113” ซึ่งหมายถึง GDP ประมาณ 30% มาจากแรงงานเพียงราว 10% ในภาคการผลิต ขณะที่แรงงานประมาณ 30% อยู่ในภาคเกษตร แต่สร้าง GDP ได้เพียงราว 10%

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านผลิตภาพระหว่างภาคเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาจึงต้องยกระดับผลิตภาพภาคเกษตร พัฒนาทุนมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต เตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณในสังคมสูงวัย และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแล้ว ภาครัฐต้องยกระดับขีดความสามารถของตนเอง ทั้งการติดตามความเสี่ยงในภาพรวม การประสานงานข้ามกระทรวง การปรับนโยบายตามสถานการณ์ และการรักษาความไว้วางใจของประชาชน เพื่อให้การรับมือความเสี่ยงเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณ ไม่ใช่รอให้ปัญหาขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤติ

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการผลักดันให้ GDP เติบโตถึง 3% ในปีใดปีหนึ่ง แต่คือการสร้างศักยภาพให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

โดยต้องเปลี่ยนจากการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นไปสู่การเพิ่มผลิตภาพและสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจ เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ประเทศที่ได้เปรียบไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่พยากรณ์สถานการณ์ได้แม่นยำที่สุด แต่เป็นประเทศที่สามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วที่สุด