หุ้นกู้ปี 2569 SCB แนะล็อกระยะยาว 5–10 ปี รับดอกเบี้ยขาลง

08 ม.ค. 2569 | 09:11 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 09:11 น.

ไทยพาณิชย์แนะล็อกหุ้นกู้ระยะยาว 5–10 ปีในปี 2569 แม้ตลาดเผชิญความเสี่ยงเครดิตที่สูง การไถ่ถอนหุ้นกู้จำนวนมาก แต่มีแรงหนุนจาก ESG Bonds แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

ตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2568 เผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย โดยมูลค่าการออกตราสารหนี้มีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว  

สำหรับปี 2569 นายรุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการ Investment Product Selection ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้จะยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากการไถ่ถอนหุ้นกู้จำนวนมากในมูลค่า 875,019 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการ Roll Over หรือการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ทดแทนชุดเดิม

โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และพลังงานที่ต้องรับมือกับภาระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนด 

ความเสี่ยงที่สำคัญในปี 2569 คือ ความเสี่ยงด้านเครดิต ที่ยังคงสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำ (High Yield) และ Non-rated ซึ่งนักลงทุนรายย่อยควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า Investment Grade (BBB-) เนื่องจากมีความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้สูง  

นายรุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการ Investment Product Selection ธนาคารไทยพาณิชย์

ขณะที่ปัจจัยบวกที่สามารถสนับสนุนการออกหุ้นกู้ในปี 2569 คือแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. คาดว่าจะลดลง 0.25–0.50% ภายในปลายปี ซึ่งจะช่วย ลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ และกระตุ้นให้บริษัทที่มีหุ้นกู้ดอกเบี้ยสูงเร่งรีไฟแนนซ์ออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต้นทุนต่ำกว่า 

อีกทั้งสภาพคล่องในระบบการเงิน ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนสถาบันและกองทุน รวมถึงนักลงทุนรายย่อยยังแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งส่งผลให้ มูลค่าคงค้างของตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน ในไทยยังคงเติบโต โดย มูลค่าคงค้างในไตรมาส 3 ปี 2568 สูงกว่า 4.2 ล้านล้านบาท  

ขณะที่ กลุ่ม ESG Bonds หรือหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน เช่น Green, Social และ Sustainability Bonds เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในไทยอยู่ที่ 9.6 แสนล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 20–30% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะจากความตื่นตัวของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อประเด็น ESG ส่งผลให้ บริษัทที่มีโครงการ ESG ชัดเจน สามารถเข้าถึงฐานนักลงทุนเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น 

นอกจากนั้น การลงทุนภาครัฐ ที่เร่งตัวขึ้น จากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การ เบิกจ่ายงบประมาณ เร่งตัวขึ้นกว่า 70% ในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2568 การลงทุนนี้จะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในกลุ่ม วัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการและระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น  

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยบวกหลายด้าน แต่ตลาดตราสารหนี้ยังคงเผชิญ 5 ปัจจัยลบ ที่ต้องระมัดระวังคือ

  1. ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง จากเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
  2. ภาวะสภาพคล่องตึงตัวเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีภาระหนี้สูง
  3. ความผันผวนของต้นทุนการกู้ยืม และ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield)
  4. ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
  5. หนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและผลประกอบการของธุรกิจที่พึ่งพาภาคการบริโภคในประเทศ  

หุ้นกู้ปี 2569 SCB แนะล็อกระยะยาว 5–10 ปี รับดอกเบี้ยขาลง

นายรุ่งโรจน์กล่าวถึงผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าสุด (17 ธ.ค. 2568) ว่า การตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% จะส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยของภาคธุรกิจลดลงโดยตรง ทำให้บริษัทสามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในอัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate) ที่ต่ำลง ซึ่งอาจส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงทั่วทั้ง Curve โดยเฉพาะในระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) 

นอกจากนี้ Credit Spread อาจมีแนวโน้มที่จะ ทรงตัวหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะสำหรับหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตต่ำ (High-Yield) เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเครดิตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ทำให้ตลาดต้องการ Risk Premium ที่สูงขึ้น แม้ว่าดอกเบี้ยโดยรวมจะลดลงก็ตาม  

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอ ควรใช้จังหวะนี้ “ล็อก” (Lock-in) อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ระยะยาว 5–10 ปีในขณะที่ Bond Yield ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เพื่อรับอัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate) ที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของตลาดที่คาดว่าจะลดลงในอนาคต 

อีกทั้ง การเติบโตของหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bonds) เช่น Green, Social และ Sustainability Bond ยังเป็นโอกาสที่ดี เพราะหุ้นกู้กลุ่มนี้มีฐานผู้ซื้อที่แข็งแกร่งจากความต้องการของนักลงทุนสถาบันและกองทุนที่เน้น ESG ทำให้มีสภาพคล่องและเสถียรภาพในการซื้อขายที่ดีกว่าหุ้นกู้ทั่วไป

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,164 วันที่ 8 - 10 มกราคม พ.ศ. 2569