KEY
POINTS
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทั้งเรื่องของส่งครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่การออกหุ้นกู้เอกชนในปี 2569 ก็ยังมีโอกาสและมีความเป็นไปได้ที่อาจเห็นการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ (Default) หรือผู้ออกหุ้นกู้ขอยืดระยะเวลาการชำระคืนเงินต้นออกไปจากกำหนดเดิม (Bond Delay) ที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้า
โดยคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2569 อาจโตในระดับที่ 1.5% ซึ่งไม่ได้สูงนัก อีกทั้งเงินที่รัฐบาลจะนำมาสนับสนุนสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งการเงินและการคลังก็มีอยู่ค่อนข้างจำกัด การแข่งขันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เป็นส่วนที่ทำให้ภาคเอกชนยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่องในปีนี้
รัฐบาลชุดใหม่อาจต้องช่างน้ำหนักสภาพเศรษฐกิจไทยให้ดี ต้องมีความเข้าใจในเรื่องการใช้เงินให้มีผลต่อเศรษฐกิจระยะยาวด้วยเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด ควรแก้ไขปัญหาอย่างไรให้ถูกจุดที่สุด ให้ประเทศเดินหน้าไปต่อได้ ต้องต่อยอดไทยและพัฒนาประเทศให้ถูกจุดและคุ้มค่าที่สุด
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า คาดการณ์การออกหุ้นกู้เอกชนในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 880,000 - 900,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่ระดับ 881,083 ล้านบาท หลังๆ เนื่องมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ประกอบกับเห็นสัญญาณการประกาศแผนการลงทุนใหม่ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังออกมาต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์อาจมีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ทยอยครบกำหนดชำระคืนด้วย ดังนั้นแล้วการออกหุ้นกู้ใหม่ในปี 2569 จึงจะสูงกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ต่ำกว่าหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด
ประเมินว่าจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปีนี้ประมาณ 875,985 ล้านบาท แบ่งออกเป็นกลุ่ม Investment grade (IG) หรือกลุ่มที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ AAA ไปจนถึง BBB ประมาณ 90% ของมูลค่ารวม และในส่วนที่เหลืออีกราว 10% เป็นกลุ่ม High yield (HY) หรือกลุ่มที่มีอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB-
ไทม์ไลน์ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในไตรมาส 1/2569 มูลค่า 185,312 ล้านบาท, ไตรมาส 2/2569 มูลค่า 265,994 ล้านบาท, ไตรมาส 3/2569 มูลค่า 243,784 ล้านบาท และไตรมาส 4/2569 มูลค่า 180,895 ล้านบาท
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากสุด คือ ธุรกิจการเงิน (FINANCE) มูลค่าประมาณ 167,904 ล้านบาท รองลงมา คือ พลังงาน (ENERGY) มูลค่า 145,935 ล้านบาท และอันดับที่สาม คือ อสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY) ราว 144,326 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการออกหุ้นชุดใหม่มาชดเชยไม่ต่ำกว่ามูลค่าเดิมที่ครบกำหนด เนื่องจากสัดส่วนกว่า 90% มีอันดับเครดิตที่เป็นระดับ Investment grade และมีสัดส่วน High yield เพียง 10%
ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 คาดว่ามีโอกาสปรับลดลงประมาณ 1 ครั้ง หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง ที่ 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.25%
และคาดการณ์ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยและกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าคาดการณ์จากปัจจัยภายนอก ทั้งในเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนของไทยที่ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2568 มีมูลค่ารวม 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ทำได้ 913,141 ล้านบาท
และด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางของไทยยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนให้มีความยากและท้าทายมากยิ่งขึ้น
แต่ที่น่าสนใจคือ สถิติหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้คืนตามกำหนด นับตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2568 พบว่า บริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 8 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก จัดอยู่ในกลุ่ม High yield (HY) โดยผิดนัดชำระมูลค่ารวม 8,319 ล้านบาท ประกอบด้วย
ทั้งนี้ มูลค่าหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้คืนตามกำหนดในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5,147 ล้านบาท หรือ 162.26% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 3,172 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 5 ราย แต่มูลค่ารวมหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระของปี 2568 ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่สูงถึง 16,363 ล้านบาท
ในขณะที่หุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระในช่วงระหว่างมกราคม - ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวม 59,804 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 21 ราย โดยมีผู้ออก จำนวน 14 ราย เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก
โดยรวมมูลค่าหุ้นกู้ที่ขอเลื่อนกำหนดชำระในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 21,841 ล้านบาท หรือคิดเป็น 57.53% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 37,963 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 17 ราย และสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่หุ้นกู้ที่ขอเลื่อนกำหนดชำระมีมูลค่า 12,443 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 14 ราย