ThaiBMA ชี้ปี 69 เศรษฐกิจโตต่ำ หุ้นกู้เสี่ยง 'ดีฟอลต์–ยืดหนี้'

08 ม.ค. 2569 | 01:15 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 09:44 น.

ThaiBMA ประเมินปี 69 เศรษฐกิจโลกผันผวน GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.5% เพิ่มความเสี่ยงโอกาสหุ้นกู้ผิดนัด–เลื่อนชำระเพิ่ม แม้มูลค่าออกหุ้นกู้ใหม่ยังแตะระดับใกล้ 9 แสนล้านบาท

KEY

POINTS

  • ThaiBMA คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ำที่ 1.5% จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดด้านการเงินการคลังของภาครัฐ
  • ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้หุ้นกู้เอกชนในปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) และการขอเลื่อนชำระหนี้ (Bond Delay) เพิ่มสูงขึ้น
  • การเตือนความเสี่ยงดังกล่าวสืบเนื่องจากปี 2568 ที่มีมูลค่าหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้พุ่งขึ้น 162.26% และมูลค่าหุ้นกู้ที่ขอเลื่อนชำระหนี้เพิ่มขึ้น 57.53%

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทั้งเรื่องของส่งครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่การออกหุ้นกู้เอกชนในปี 2569 ก็ยังมีโอกาสและมีความเป็นไปได้ที่อาจเห็นการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ (Default) หรือผู้ออกหุ้นกู้ขอยืดระยะเวลาการชำระคืนเงินต้นออกไปจากกำหนดเดิม (Bond Delay) ที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้า

โดยคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2569 อาจโตในระดับที่ 1.5% ซึ่งไม่ได้สูงนัก อีกทั้งเงินที่รัฐบาลจะนำมาสนับสนุนสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งการเงินและการคลังก็มีอยู่ค่อนข้างจำกัด การแข่งขันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เป็นส่วนที่ทำให้ภาคเอกชนยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่องในปีนี้

รัฐบาลชุดใหม่อาจต้องช่างน้ำหนักสภาพเศรษฐกิจไทยให้ดี ต้องมีความเข้าใจในเรื่องการใช้เงินให้มีผลต่อเศรษฐกิจระยะยาวด้วยเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด ควรแก้ไขปัญหาอย่างไรให้ถูกจุดที่สุด ให้ประเทศเดินหน้าไปต่อได้ ต้องต่อยอดไทยและพัฒนาประเทศให้ถูกจุดและคุ้มค่าที่สุด

ThaiBMA ชี้ปี 69 เศรษฐกิจโตต่ำ หุ้นกู้เสี่ยง 'ดีฟอลต์–ยืดหนี้'

ปี 69 หุ้นกู้ครบดีล 8.75 แสนล.

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า คาดการณ์การออกหุ้นกู้เอกชนในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 880,000 - 900,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่ระดับ 881,083 ล้านบาท หลังๆ เนื่องมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ประกอบกับเห็นสัญญาณการประกาศแผนการลงทุนใหม่ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังออกมาต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์อาจมีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ทยอยครบกำหนดชำระคืนด้วย ดังนั้นแล้วการออกหุ้นกู้ใหม่ในปี 2569 จึงจะสูงกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ต่ำกว่าหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด

ThaiBMA ชี้ปี 69 เศรษฐกิจโตต่ำ หุ้นกู้เสี่ยง 'ดีฟอลต์–ยืดหนี้'

ประเมินว่าจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปีนี้ประมาณ 875,985 ล้านบาท แบ่งออกเป็นกลุ่ม Investment grade (IG) หรือกลุ่มที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ AAA ไปจนถึง BBB ประมาณ 90% ของมูลค่ารวม และในส่วนที่เหลืออีกราว 10% เป็นกลุ่ม High yield (HY) หรือกลุ่มที่มีอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB-

ไทม์ไลน์ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในไตรมาส 1/2569 มูลค่า 185,312 ล้านบาท, ไตรมาส 2/2569 มูลค่า 265,994 ล้านบาท, ไตรมาส 3/2569 มูลค่า 243,784 ล้านบาท และไตรมาส 4/2569 มูลค่า 180,895 ล้านบาท 

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากสุด คือ ธุรกิจการเงิน (FINANCE) มูลค่าประมาณ 167,904 ล้านบาท รองลงมา คือ พลังงาน (ENERGY) มูลค่า 145,935 ล้านบาท และอันดับที่สาม คือ อสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY) ราว 144,326 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการออกหุ้นชุดใหม่มาชดเชยไม่ต่ำกว่ามูลค่าเดิมที่ครบกำหนด เนื่องจากสัดส่วนกว่า 90% มีอันดับเครดิตที่เป็นระดับ Investment grade และมีสัดส่วน High yield เพียง 10%

ThaiBMA ชี้ปี 69 เศรษฐกิจโตต่ำ หุ้นกู้เสี่ยง 'ดีฟอลต์–ยืดหนี้'

ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 คาดว่ามีโอกาสปรับลดลงประมาณ 1 ครั้ง หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง ที่ 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.25%

และคาดการณ์ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยและกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ปี 68 หุ้นกู้ Default พุ่ง 162.26%

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าคาดการณ์จากปัจจัยภายนอก ทั้งในเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนของไทยที่ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2568 มีมูลค่ารวม 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ทำได้ 913,141 ล้านบาท

และด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางของไทยยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนให้มีความยากและท้าทายมากยิ่งขึ้น

แต่ที่น่าสนใจคือ สถิติหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้คืนตามกำหนด นับตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2568 พบว่า บริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 8 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก จัดอยู่ในกลุ่ม High yield (HY) โดยผิดนัดชำระมูลค่ารวม 8,319 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • หุ้นกู้ CV ผิดนัดชำระ 3 รุ่น มูลค่ารวม 883.7 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ WTX ผิดนัดชำระ 1 รุ่น มูลค่า 408 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ CHO ผิดนัดชำระ 4 รุ่น มูลค่ารวม 745 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ GRAND ผิดนัดชำระ 2 รุ่น มูลค่า 502 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ PRIME ผิดนัดชำระ 3 รุ่น มูลค่า 2,049 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ SQ ผิดนัดชำระ 4 รุ่น มูลค่า 1,097 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ TTCL ผิดนัดชำระ 5 รุ่น มูลค่า 2,545 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลค่าหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้คืนตามกำหนดในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5,147 ล้านบาท หรือ 162.26% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 3,172 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 5 ราย แต่มูลค่ารวมหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระของปี 2568 ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่สูงถึง 16,363 ล้านบาท

หุ้นกู้ Delay เฉียด 6 หมื่นล.

ในขณะที่หุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระในช่วงระหว่างมกราคม - ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวม 59,804 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 21 ราย โดยมีผู้ออก จำนวน 14 ราย เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก

  • หุ้นกู้ CGD เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 798 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ JCK เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 928 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ PRIME เลื่อนชำระ 6 รุ่น มูลค่า 3,129 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ NRF เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 1,300 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ RICHY เลื่อนชำระ 6 รุ่น มูลค่า 1,534 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ EP เลื่อนชำระ 2 รุ่น มูลค่า 2,169 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ TPOLY เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 360 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ ECF เลื่อนชำระ 7 รุ่น มูลค่า 986 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ GRAND เลื่อนชำระ 11 รุ่น มูลค่า 4,238.4 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ PF เลื่อนชำระ 18 รุ่น มูลค่า 7,679 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ B เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 92 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ JTS เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 421.9 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ EA เลื่อนชำระ 12 รุ่น มูลค่า 21,666 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ CMC เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 416 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ WTX เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 408 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ CHAYO เลื่อนชำระ 5 รุ่น มูลค่า 3,933 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ MJD เลื่อนชำระ 7 รุ่น มูลค่า 5,949 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ NAKON เลื่อนชำระ 2 รุ่น มูลค่า 387 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ SQ เลื่อนชำระ 6 รุ่น มูลค่า 1,763 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ TPCH เลื่อนชำระ 1 รุ่น มูลค่า 1,000 ล้านบาท
  • หุ้นกู้ AQUA เลื่อนชำระ 2 รุ่น มูลค่า 647 ล้านบาท

โดยรวมมูลค่าหุ้นกู้ที่ขอเลื่อนกำหนดชำระในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 21,841 ล้านบาท หรือคิดเป็น 57.53% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 37,963 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 17 ราย และสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่หุ้นกู้ที่ขอเลื่อนกำหนดชำระมีมูลค่า 12,443 ล้านบาท จากบริษัทเอกชนผู้ออกหุ้นกู้ จำนวน 14 ราย