ThaiBMA คาดหุ้นกู้เอกชนปี 69 ทรงตัวใกล้ 9 แสนล้าน ดอกเบี้ยต่ำหนุน IG โรลโอเวอร์ยาว

07 ม.ค. 2569 | 08:02 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ม.ค. 2569 | 08:02 น.

ThaiBMA คาดหุ้นกู้เอกชนปี 2569 ทรงตัวใกล้ 9 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำหนุนกลุ่ม Investment Grade โรลโอเวอร์ได้ต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนยังต้องคัดเลือกคุณภาพเป็นหลัก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นช้าและความเสี่ยงกลุ่ม High Yield ยังเปราะ

KEY

POINTS

  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาดการณ์ว่ายอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2569 จะมีมูลค่าใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ประมาณ 8.8 - 9 แสนล้านบาท
  • ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับแผนการลงทุนใหม่ของบริษัทขนาดใหญ่
  • คาดว่าหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% จะสามารถออกหุ้นกู้ใหม่ทดแทน (Rollover) ในอายุที่ยาวขึ้นได้สำเร็จ

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ThaiBMA คาดการณ์การออกหุ้นกู้เอกชนปี 2569 ที่ประมาณ 880,000 - 900,000 ล้านบาท จากปี 2568 ที่อยู่ระดับ 881,083 ล้านบาท

หลักๆ เป็นผลมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับเห็นสัญญาณการประกาศแผนการลงทุนใหม่ของบริษัทขนาดใหญ่ๆที่ยังออกมาต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่ากลุ่มธนาคารน่าจะมีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดด้วย

นอกจากนี้ ยังประเมินว่าจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปี 2569 นี้ ที่ประมาณ 875,985 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากสุดคือ ธุรกิจการเงิน มูลค่าประมาณ 167,904 ล้านบาท รองลงมาคือ พลังงาน มูลค่า 145,935 ล้านบาท และอสังหาฯ ราว 144,326 ล้านบาท

โดยคาดว่าจะมีการออกหุ้นชุดใหม่มาชดเชยไม่ต่ำกว่ามูลค่าเดิมที่ครบกำหนด เนื่องจากสัดส่วนกว่า 90% มีอันดับเครดิตที่เป็นระดับ Investment grade (IG) และมีสัดส่วน High yield (HY) เพียง 10%

ขณะที่แผนงานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2569 ได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ (Trust) การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) และ ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 4 ด้าน ดังนี้

  • Strengthen SRO Roles ซึ่งจะเน้นส่งเสริมบทบาทด้าน SRO ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง
  • Expand Products & Info Services โดยจะพัฒนาขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลหรือบริการต่างๆ เช่น BHR Portal และ Bond valuation
  • Promote Bond Literacy & Market Education จะมีการส่งเสริมความรู้และงานวิจัยด้านตราสารหนี้รวมถึง ESG Bond
  • Enhance Supportive Infrastructure ปรับปรุงระบบงานขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ระบบงานภายใน และ Human capital

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าคาดจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า

รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2568 ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมขยายตัว 4.67% จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก

โดย ณ สิ้นปี 2568 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 17.91 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 4.67% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก คิดเป็น 54 % ของมูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้

ThaiBMA คาดหุ้นกู้เอกชนปี 69 ทรงตัวใกล้ 9 แสนล้าน ดอกเบี้ยต่ำหนุน IG โรลโอเวอร์ยาว

ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วน 25% ของมูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งปรับตัวลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่สองนับจากปี 2566 ขณะเดียวกันในปี 2568 ผู้ออกตราสารหนี้ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิต (Downgraded) เริ่มมีจำนวนลดลงเป็น 34 บริษัท จากปีก่อนที่ 47 บริษัท และถูกปรับอันดับเครดิตขึ้น (Upgranded) เป็น 18 บริษัท จากปีก่อนที่ 13 บริษัท

ThaiBMA คาดหุ้นกู้เอกชนปี 69 ทรงตัวใกล้ 9 แสนล้าน ดอกเบี้ยต่ำหนุน IG โรลโอเวอร์ยาว

ในด้านมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY)

แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IG สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (ENERGY), ไฟแนนซ์ (FINANCE), และอสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY) ตามลำดับ หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 2568 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า

ขณะที่การออก ESG bond ในปี 2568 เท่ากับ 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการออกเพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่ยังคงเป็นผู้นำการออก ESG bond  โดยในปี 2568 ได้หันมาออก Sustainability-linked Bond (SLB) เป็นหลักแทนการออก Sustainability bond

ThaiBMA คาดหุ้นกู้เอกชนปี 69 ทรงตัวใกล้ 9 แสนล้าน ดอกเบี้ยต่ำหนุน IG โรลโอเวอร์ยาว

ส่วนภาคเอกชนมีมูลค่าการออก SLB เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2568 ESG bond มีมูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ดี มองว่า ESG bond ยังคงมีความต้องการลงทุนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกในปี 2569 นี้

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3

ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)

ในแง่ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย

ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 89, 81 และ 65 bps. จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568

ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ AAA รุ่นอายุ 5 ปี ปรับตัวลดลง 100 bps. มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่ม AA  A และ BBB+  ที่ปรับตัวลดลง 75-89 bps. ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้อายุ 5 ปี กลุ่ม AAA AA  A และ BBB+  ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.81%  2.10%  2.53% และ  3.78% ตามลำดับ