
BANPU คาดปี 69 ฟื้นกำไร รับราคาก๊าซ-ถ่านหินพุ่ง เล็งปิดดีล M&A โรงไฟฟ้าก๊าซสหรัฐฯ
BANPU ประเมินปี 69 ธุรกิจฟื้นตัว รายได้มีแนวโน้มเติบโต รับแรงหนุนราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินขาขึ้น พร้อมเดินหน้าดีล M&A โรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ–เอเชียแปซิฟิก ลุยเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พลังงานยุคใหม่
KEY
POINTS
- บ้านปู (BANPU) คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะสามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง หลังจากปี 2568 ประสบผลขาดทุนสุทธิ 2,025 ล้านบาท
- ปัจจัยบวกสำคัญมาจากการคาดการณ์ว่าราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
- บริษัทกำลังพิจารณาดีลควบรวมกิจการ (M&A) โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซในประเทศสหรัฐอเมริกาและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อขยายการลงทุน
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจปี 2569 คาดรายได้จะมีการเติบโตดีกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 173,423 ล้านบาท ปัจจัยหลักๆ เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับธุรกิจโรงไฟฟ้าในปัจจุบันยังสามารถขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ จะกลับมามีกำไรที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 2,025 ล้านบาท หากไม่มีผลกระทบจากทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งค่าเหมือนปีก่อน
พร้อมกันนี้ ในปัจจุบันบริษัทยังคงมีความสนใจในการขยายการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับธูรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้กำลังพิจารณาดีลควบรวมกิจการ (M&A) โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฯในประเทศสหรัฐฯ และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพิ่มเติม
สำหรับความคืบหน้าในการควบรวมกับ BPP นั้น BANPU จะดำเนินการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด และคาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัทภายในไตรมาส 2/2569 และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาส 3/2569
โดยเบื้องต้นบริษัทจะปรับโครงสร้างธุรกิจแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining), ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas), ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) และเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech)
ทั้งนี้ บริษัทได้ใช้เงินลงทุน 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในประเทศแคนาดา
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของ EBITDA ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573
กรณีการเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น มองว่าบริษัทได้ผลกระทบเชิงบวกจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากทำให้ซัพพลายด้านพลังงานน้อยลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันและ LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ด้านราคาถ่านหินกระโดดขึ้นมามากกว่าระดับ 130 ดอลลาร์ต่อตัน จากปีก่อนที่ระดับ 115 ดอลลาร์ต่อตัน
ปี 68 อัตราแลกเปลี่ยนฉุดกำไร
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 173,423 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวมอยู่ที่ 39,108 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 752 ล้านบาท
และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปีจำนวน 1,509 ล้านบาท ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 2,025 ล้านบาท






