thansettakij
thansettakij
เอสเอ็มอี-ส.อ.ท. จี้เร่งบังคับใช้เครดิตเทอม 45 วัน-แก้ปม SME-GP 6 แสนล้าน

เอสเอ็มอี-ส.อ.ท. จี้เร่งบังคับใช้เครดิตเทอม 45 วัน-แก้ปม SME-GP 6 แสนล้าน

สมาพันธ์เอสเอ็มอี-ส.อ.ท. จี้ กขค.เร่งบังคับใช้เครดิตเทอม 45 วัน เปิด 3 แนวทางสร้างการค้าที่เป็นธรรม ยกโมเดลอินเดีย-สหรัฐฯ-อังกฤษ พร้อมจี้แก้ปม SME-GP มูลค่า 6 แสนล้าน

KEY

POINTS

รายงานพิเศษ | ปลดล็อก Credit Term เดิมพันสภาพคล่องเศรษฐกิจไทย

ตอนที่ 1 | กขค.เคาะ Credit Term บังคับใช้ต้น ก.ย. คุมรายใหญ่จ่ายเงิน SMEs ใน 30-45 วัน

ตอนที่ 2 | รู้กฎแต่ไม่กล้าร้อง เปิดเคสจันทบุรี ค้างจ่ายหลักล้าน

ตอนที่ 3 | อสังหาฯ ชี้ดอกเบี้ยต่ำไม่พอ ปลดล็อก Credit Term เติมสภาพคล่องทั้งระบบ

ตอนที่ 4 | เอสเอ็มอี-ส.อ.ท. จี้เร่งบังคับใช้เครดิตเทอม 45 วัน-แก้ปม SME-GP 6 แสนล้าน

ตอนที่ 5 | บาทแข็งกดส่งออกอาหาร ผู้ส่งออกเข้มเครดิตเทอม เร่งเก็บเงินสด

ภาคเอสเอ็มอีขานรับ กขค.กำหนดกรอบชำระเงิน SMEs ภายใน 45 วัน เกษตรกร 30 วัน ชี้ช่วยลดภาระหนี้-เติมสภาพคล่อง พร้อมเสนอ 3 แนวทาง และยกโมเดลต่างประเทศเป็นตัวอย่าง

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์เอสเอ็มอีไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการเข้าถึงแหล่งทุนที่ยากขึ้น ขณะที่ปัญหาเครดิตเทอมจากคู่ค้ารายใหญ่กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมสภาพคล่อง โดยพบผู้ประกอบการบางรายต้องรอรับชำระเงินนานถึง 60-120 วัน ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอและเพิ่มภาระทางการเงินตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สมาพันธ์ฯ ชื่นชมสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่เห็นชอบร่างประกาศกำหนดระยะเวลาสินเชื่อการค้า (Credit Term) โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ธุรกิจรายใหญ่ชำระเงินแก่เอสเอ็มอีภายใน 45 วัน และเกษตรกรภายใน 30 วัน นับจากวันที่ส่งมอบและตรวจรับสินค้า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอี

นายแสงชัยระบุว่า ปัญหาที่เอสเอ็มอีสะท้อนยังครอบคลุมมากกว่าการรอรับชำระเงิน ทั้งเงื่อนไขในสัญญาการค้า เงื่อนไขการขาย การบังคับทำโปรโมชั่น ความรับผิดชอบต่อความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าระหว่างการจัดเก็บของคู่ค้ารายใหญ่ รวมถึงการผลิตหรือจ้างผลิตสินค้าแบรนด์ของตนเอง และการขยายสาขาของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อาจกระทบการแข่งขันกับคู่ค้าเอสเอ็มอี

สมาพันธ์ฯ เสนอให้ กขค. และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องปรับบทบาทเชิงรุก 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง สื่อสารให้รู้เท่าทันและเข้าถึงสิทธิ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและพัฒนาช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย

สอง ส่งเสริมการเชื่อมโยงธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถเอสเอ็มอี พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างเอสเอ็มอี ธุรกิจรายใหญ่ และภาครัฐ

สาม สร้างพฤติกรรมการค้าที่เป็นธรรมบนหลักธรรมาภิบาลและแนวคิด ESG

นายแสงชัยกล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไข คือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านมาตรการ SME-GP ซึ่งมีมูลค่าราว 600,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหาเครดิตเทอมของหน่วยงานรัฐที่ใช้เวลานาน รวมถึงข้อกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์จากผู้ประกอบการรายใหญ่หรือนอมินีทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาลงทะเบียน SME-GP แข่งขันกับเอสเอ็มอีตัวจริง

นายแสงชัยยังชี้ว่า การกำหนด Credit Term 45 วันสำหรับเอสเอ็มอีเป็นทิศทางที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้นจริง โดยหลายประเทศมีมาตรการในลักษณะเดียวกัน เช่น อินเดียกำหนดให้หน่วยงานรัฐชำระเงินแก่เอสเอ็มอีภายใน 45 วัน พร้อมบทลงโทษ

สหรัฐฯ มีกฎหมาย Federal Prompt Payment Act และบางรัฐกำหนดกรอบชำระเงินภายใน 14-30 วัน ส่วนอังกฤษมี Prompt Payment Code ที่ส่งเสริมให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ชำระเงินแก่ธุรกิจขนาดเล็กภายใน 30 วัน

ด้านนายวีรชัย มั่นสินธร ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถาบันฯ ติดตามแนวทางการกำหนด Credit Term 30-45 วันของ กขค. และเห็นว่าเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความชัดเจนในการทำธุรกิจและช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารสภาพคล่องได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกำหนดหลักเกณฑ์ควรคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรม เนื่องจากรูปแบบการซื้อขาย ขั้นตอนการตรวจรับสินค้า และเงื่อนไขทางการค้าของแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน

"SMI เห็นว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่องว่าใครเป็นรายใหญ่หรือรายเล็ก แต่คือการสร้างกติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง" นายวีรชัยกล่าว

นายวีรชัยเสนอให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทุกขนาด ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความสมดุล ไม่สร้างภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และช่วยเสริมความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทานโดยรวม