thansettakij
thansettakij
อสังหาฯ ชี้ดอกเบี้ยต่ำไม่พอ ปลดล็อก Credit Term เติมสภาพคล่องทั้งระบบ

อสังหาฯ ชี้ดอกเบี้ยต่ำไม่พอ ปลดล็อก Credit Term เติมสภาพคล่องทั้งระบบ

31 ส.ค. 69 | 01:16 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 01:37 น.

นายกสมาคมบ้านจัดสรรชี้ ดอกเบี้ย กนง.กับ Credit Term มีหัวใจเดียวกันคือสภาพคล่อง มองข้ามยอดโอนสู่การหมุนเงินทั้งซัพพลายเชนอสังหาฯ พร้อมย้ำกติกาต้องยืดหยุ่นตามอุตสาหกรรม

KEY

POINTS

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองมาตรการดอกเบี้ยของ กนง. และการกำกับ Credit Term ของ กขค. แม้เป็นคนละเรื่อง แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้สภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 26 สิงหาคม ไม่ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% หรือคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์มีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องพิจารณา โดยไม่ควรมองว่าการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวจะเป็นยาวิเศษที่ทำให้ตลาดฟื้นทันที เพราะปัญหาของตลาดปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องดอกเบี้ย

หาก กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ถือเป็นผลดี เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ ลดภาระดอกเบี้ยของผู้ซื้อบ้าน และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ เพราะหัวใจสำคัญอีกเรื่องคือการส่งผ่านของดอกเบี้ย (Transmission) ว่าจะส่งผ่านไปถึงต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและผู้ซื้อบ้านได้มากน้อยเพียงใด

นายสุนทรระบุว่า ปัญหาของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้อยู่ที่ลูกค้าไม่ต้องการซื้อบ้าน แต่มีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มีความต้องการซื้อและมีรายได้ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ (Credit Accessibility) เพราะมีภาระหนี้เดิมสูง รายได้ไม่แน่นอน หรือธนาคารยังต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้อย่างระมัดระวัง

ดังนั้น ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง แต่ถ้าลูกค้ายังขอสินเชื่อไม่ได้ ผลต่อยอดโอนก็จะมีจำกัด ในทางกลับกัน หาก กนง.คงดอกเบี้ยก็ไม่ใช่ข่าวลบ เพราะดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำแล้ว

นายสุนทรกล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องมองให้กว้างกว่าตัวเลขยอดโอน เพราะมี Economic Multiplier ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้รับเหมา การจ้างงาน ไปจนถึงภาคการเงิน หากตลาดกลับมาหมุนได้ เงินจะไหลต่อไปยังผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ SME โรงงานผลิตวัสดุ และแรงงาน

สำหรับประเด็น Credit Term นายสุนทรเห็นด้วยกับหลักการอย่างชัดเจน เพราะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กคือ Cash Flow และ Working Capital โดยยกตัวอย่างว่า หาก SME ส่งสินค้าและบริการให้บริษัทใหญ่มูลค่า 10 ล้านบาท แต่ต้องรอเงิน 120 วัน เงินจำนวนนี้คือ Working Capital ที่หายไปจากระบบเป็นเวลา 120 วัน และผู้ประกอบการอาจต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ดังนั้น การดูแล Credit Term ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วย SME แต่ช่วยให้ Supply Chain ทั้งระบบมีสภาพคล่องและแข็งแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายสุนทรเห็นว่าการกำหนด Credit Term ต้องมีความยืดหยุ่นและคำนึงถึงธรรมชาติของแต่ละอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธุรกิจมี Production Cycle และ Payment Cycle ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่มีขั้นตอนตั้งแต่สั่งซื้อ ผลิต ส่งมอบ ติดตั้ง ตรวจรับงาน ออกใบแจ้งหนี้ จนถึงการชำระเงิน จึงไม่ควรใช้กฎเดียวกันกับทุกอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึง Business Cycle

ทั้งนี้ เห็นด้วยกับหลักการที่ว่าไม่ควรใช้บริษัทเล็กเป็นแหล่งเงินทุนให้บริษัทใหญ่โดยการยืด Credit Term ออกไปนานเกินสมควร เพราะอำนาจต่อรองของทั้งสองฝ่ายไม่เท่ากัน

นายสุนทรกล่าวว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้รับผลกระทบบ้างในระยะสั้น เพราะเมื่อ Credit Term สั้นลง ต้องบริหาร Working Capital มากขึ้น และอาจมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวก็มีประโยชน์ เพราะหากซัพพลายเออร์และผู้รับเหมารายเล็กมีฐานะการเงินแข็งแรงขึ้น Supply Chain ก็จะมั่นคงมากขึ้น ลดความเสี่ยงที่ซัพพลายเออร์จะขาดสภาพคล่องหรือส่งมอบงานไม่ได้

"เรื่องดอกเบี้ยกับเรื่อง Credit Term มีหัวใจเดียวกันคือ สภาพคล่องและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ เรื่องดอกเบี้ยเราต้องการให้เงินจากระบบการเงินส่งผ่านไปถึงผู้ซื้อบ้านและผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะที่เรื่อง Credit Term เราต้องการให้เงินจากบริษัทขนาดใหญ่หมุนกลับไปถึงซัพพลายเออร์และ SME ได้เร็วขึ้น" นายสุนทรกล่าว