
ผู้ค้าจี้ กขค. เอาผิดแพลตฟอร์ม ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม
ทนายความนำผู้ประกอบการยื่นหนังสือ กขค. จี้ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม พบการเอาเปรียบผู้ประกอบการ หวั่นกระทบร้านค้า บริษัทขนส่ง
KEY
POINTS
- ผู้ประกอบการยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อเร่งรัดให้ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
- ประเด็นร้องเรียนหลักคือการจำกัดทางเลือกบริษัทขนส่ง หรือ "ล็อกขนส่ง" ซึ่งอาจเข้าข่ายการผูกขาดและสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
- พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ค้ามีต้นทุนสูงขึ้นจากค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ซึ่งท้ายที่สุดภาระอาจถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค
ทนายความนำผู้ประกอบการ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กขค. เพื่อทวงถามความคืบหน้าการตรวจสอบพฤติกรรมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ถูกร้องเรียนว่ามีการจำกัดทางเลือกด้านบริษัทขนส่ง และอาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยขอให้ กขค. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่ามีพฤติกรรมที่สร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการรายย่อยและกระทบต่อการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ได้เข้ายื่นเรื่องทวงถามความคืบหน้าต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ขอให้ตรวจสอบเอาผิดกับแพตฟอร์มอีคอมเมิร์ช โดยนายธีรวัฒน์ ทิพย์รัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นผู้แทนสำนักงาน กขค. ได้รับหนังสือร้องเรียนและข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
พบปัญหา "ล็อกขนส่ง" แม้บังคับใช้กฎหมายใหม่
ทั้งนี้ ผู้ร้องขอให้ กขค. ตรวจสอบพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียน ว่าเข้าข่ายจำกัดการแข่งขัน หรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยหรือไม่ รวมถึงขอให้เร่งดำเนินการหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซ
ขณะเดียวกันที่ผ่านมา แม้สำนักงาน กขค. จะประกาศแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 แต่ปัจจุบันในการขนส่งผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ชยังมีพฤติกรรมการล็อคขนส่งยังเหมือนเดิม ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดต่อแนวทางการแข่งขันทางการค้าที่สำนักงาน กขค. ประกาศใช้ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการไม่กีดกันการแข่งขัน การไม่บังคับใช้บริการของตนเอง และการไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ
อีกทั้งการขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งในแพลตฟอร์มก็ดำเนินการได้ยากหรืออาจถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายผู้ประกอบจำเป็นที่จะต้องใช้ขนส่งที่ไม่มีศักยภาพเหมือนเดิมจนส่งผลต่อกระทบธุรกิจ
หวั่นกระทบบริษัทขนส่ง-เสี่ยงเลิกจ้างแรงงาน
ขณะเดียวกัน บริษัทขนส่งที่ไม่ได้รับโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม และมีศักยภาพการให้บริการที่พร้อมมากกว่าก็อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณงานที่ลดลง ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลายรายกังวลว่า และหากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเลิกจ้างพนักงาน และความมั่นคงของพนักงานในธุรกิจขนส่งทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะร้านค้า แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภค เพราะเมื่อต้นทุนของร้านค้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่ง ร้านค้าจำนวนหนึ่งย่อมต้องปรับราคาสินค้า ลดการจัดโปรโมชั่น หรือรับกำไรที่น้อยลงเพื่อประคองธุรกิจ
ต้นทุนร้านค้าพุ่ง ผู้บริโภครับภาระ
ทั้งนี้ นายอนันต์ชัย ทนายความ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากการแข่งขันในตลาดลดลง ผู้ประกอบการมีทางเลือกน้อยลง และต้นทุนการขายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายผู้ที่ต้องรับภาระอาจไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
ประเด็นที่สังคมจับตาในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของกฎหมาย แต่คือ การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะหากข้อร้องเรียนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจำกัดทางเลือกด้านขนส่ง และภาระค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการระบุว่าเพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซก็อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ





