
ส่องผลงาน 1 ปี “สินิตย์” รัฐมนตรีโลกลืม มีอะไรบ้าง
ส่องผลงาน 1 ปี “สินิตย์” รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ชูภารกิจขับเคลื่อนงานที่รับผิดชอบ 5 ด้าน สร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายโอกาสทางการตลาด ลดภาระค่าครองชีพ และอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและประชาชน เตรียมลุยต่องานเดิม เพิ่มความเข้มข้นเชิงรุกเชิงลึก
นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการทำงานในช่วง 1 ปีว่างานที่รับผิดชอบ 3 กรม ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา สามารถขับเคลื่อนการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
โดยผลการดำเนินการ สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้หลายเรื่อง มีผลการดำเนินงานใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านการสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการ 2.ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 3.ด้านการขยายโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการ
4.ด้านการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ และ 5.ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและประชาชน เช่น การส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์สู่มาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งช่วยได้แล้ว 1,338 ราย การผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ได้แล้วกว่า 1,000 ร้าน
โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ได้ผลักดันการจัดตั้งชุมชนอัจฉริยะออนไลน์ทั่วประเทศ ขณะนี้มีอยู่ 34 ชุมชน 30 จังหวัด และกำลังเพิ่มอีก 21 ชุมชน จัดให้มีแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”สร้างโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าเกษตรมาพบกัน ในรูปแบบ B2B ร่วมมือกับภาคธุรกิจรายย่อยในพื้นที่จัดตั้งเครือข่ายธุรกิจม็อคบิสคลับ (MOC Biz Club) ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 13,173 ราย ผลักดันเปิดด่านเชียงคาน จ.เลย เป็น “เชียงคานแซนบ็อกซ์” เชื่อมโยงการท่องเที่ยวระดับประเทศ ยกระดับสินค้าชุมชนและเพิ่มมูลค่าด้วย สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ (GI) ปัจจุบันขึ้นทะเบียนครบทุกจังหวัดแล้ว 158 สินค้า สร้างมูลค่าตลาดมากกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท
ด้านการขยายตลาดไปต่างประเทศ ได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ (FTA)ฉบับต่าง ๆ โดยเฉพาะความตกลง RCEP ที่มีผลบังคับเมื่อต้นปี โดยไตรมาสแรกมีผู้ใช้สิทธิ์มูลค่าถึง 124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและจัดพิธีทำลายของกลางกว่า 6 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท ส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศไทย ไม่มีตลาดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และคงให้ไทยอยู่ในบัญชี Watch List – WL ปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ สนับสนุนนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลด้วยทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
สำหรับงานที่จะดำเนินการเพิ่มเติมจากนี้ไป จะให้ความสำคัญกับการสานงานเดิม โดยเพิ่มความเข้มข้น ทั้งเชิงรุก เชิงลึก โดยการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ จะลงพื้นที่พบปะกับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อชักชวนให้ใช้ประโยชน์จาก FTA ผลักดันการยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุน FTA การลงพื้นที่ร่วมกับ GIT พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอัญมณี การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน ทางปัญญา การคัดสรรและเชิดชูผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมและการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย
กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จะผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มขึ้น เร่งจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า และผลักดันจดทะเบียนในต่างประเทศ อาทิ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดห้วยมุ่น ในญี่ปุ่น จับมือกับเครือข่ายพันธมิตรศูนย์การค้าชื่อดังของไทย ขยายโอกาสและเพิ่มช่องทางการขายงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เข้าถึงกลุ่มคนเมืองมากขึ้น
รวมถึงเดินหน้าผลักดันการเจรจา FTA คงค้างให้ได้ข้อยุติ เช่น ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา และเปิดเจรจา FTA ฉบับใหม่ เช่น ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รวมทั้งศึกษาแผนการทำ FTA กับตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) อาทิ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร มัลดีฟส์ จีน และบังกลาเทศ ส่งเสริมเอสเอ็มอีใช้ประโยชน์จาก RCEP เดินหน้านโยบาย Soft Power เผยแพร่อัตลักษณ์สินค้า GI ไทยผ่านเมนูอาหาร โดยเชฟระดับมิชลินไกด์ และนำอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติมาช่วยโปรโมตสินค้าชุมชน สนับสนุนงานศิลปะไทย สู่ตลาด NFT Art และส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น งานเพลง เกม ดิจิทัล คอนเทนต์ไทยสู่เวทีนานาชาติ ร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มที่สำคัญของโลกภายใต้ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT)เป็นต้น












