thansettakij
thansettakij
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคม.ค.   ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคม.ค.  ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน

04 ก.พ. 64 | 08:46 น.

ม.หอการค้าชี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคม.ค.ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับจากเดือนพ.ค.ปี63  คาดไตรมาสแรกปีนี้ความเชื่อมั่นจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะคุมโควิด-ฉีดวัคซีนได้เร็วแค่ไหน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  กล่าวว่า  การระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ที่ขยายเป็นวงกว้าง และรวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภค มีความกังวลถึงเศรษฐกิจโดยรวม ที่ยังคงตกต่ำ ทั้งในไทยและทั่วโลก ส่งกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และปรับตัวต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับแต่เดือนพฤษภาคมปี2563   โดย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนมกราคม 2564 พบว่า อยู่ที่ระดับ 47.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ที่ระดับ 50.1  ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 จากดัชนีชี้วัดที่ปรับตัวลดลงทุกรายการ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม ที่ลดลงที่ระดับ 45.1 ต่ำสุดในรอบ 21 ปี เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการจ้างงาน แม้จะไม่มีการปลดพนักงาน แต่บางคนเริ่มถูกพักงานชั่วคราว  เช่นเดียวกับดัชนีเกี่ยวกับความเหมาะสมในการซื้อสินค้าคงทน ทั้งรถยนต์ และบ้าน รวมไปถึงดัชนีภาวะค่าครองชีพ อยู่ที่เพียงระดับ 15.8 ต่ำสุดในรอบ 14 ปี เพราะรู้สึกว่าค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภค มองเศรษฐกิจโดยรวมยังย่ำแย่

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

 

ทั้งนี้คาดว่า ผู้บริโภคจะชะลอการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรก โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จะขึ้นอยู่กับว่า จะควบคุมโควิดได้เร็วสุดเมื่อไหร่ รวมถึงการฉีดวัคซีน แต่มาตรการเยียวยาของภาครัฐที่สำคัญๆ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ที่ใช้งบประมาณ 53,000 ล้านบาท   โครงการเราชนะ อีกกว่า 2 แสนล้านบาท และโครงการมาตรา 33 เรารักกัน อีกประมาณ 40,000 ล้านบาท จะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมกันกว่า 3 แสนล้านบาท มีผลต่อจำนวนความต้องการใช้แรงงาน กว่า 9 แสนคน เพื่อลดความกังวล ต่ออัตราการว่างงานของไทย ไม่ให้พุ่งเกิน2%  รวมทั้งส่งผลดีต่อสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี ให้อยู่ระหว่าง 84 - 84.5 % สูงกว่าในปี 2563 อยู่ที่ 87.7%   และที่สำคัญ มีผลให้จีดีพี ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า2.8 - 3.4 %ภายใต้สมมุติฐานที่ในไตรมาสที่ 4 เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้แล้ว ประมาณ 4-6 ล้านคน ภายใต้โครงการ วัคซีนพาสปอร์ต ที่อาจจะใช้วิธีการคุยกับประเทศต่างๆ ให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางมาเที่ยวไทย ซึ่งจะต้องผ่านตรวจเชื้อโควิด ในไทยอีกรอบ ซึ่งอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หรือ ในเดือนมีนาคม 2564 ได้

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคม.ค.   ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวที่2.8% เพราะยังต้องติดตามการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด กำหนดเปิดประเทศที่ชัดเจนเพื่อรับนักท่องเที่ยว  การแข็งค่าของเงินบาท และปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนร์เนอร์ ที่จะกระทบต่อการส่งออก  การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภัยแล้ง และทางการเมืองจะดีขึ้นหรือแย่ลง หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนกุมภาพันธ์นี้