
“เมียนมา”ปรับขึ้นราคาข้าวขั้นต่ำ เล็งเป้าส่งออกปีหน้า 2.5-3 ล้านตัน
เมียนมาประกาศปรับขึ้นราคาข้าวขั้นต่ำเป็น 5.2 แสนจ๊าต หรือประมาณ 1.23 หมื่นบาทต่อ 2.08 ตัน หลังต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดันราคาข้าวส่งออกขยับ เล็งเป้าส่งออกปีหน้า 2.5-3 ล้านตัน
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต./ทูตพาณิชย์) ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รายงานอ้างอิงข้อมูลจากสื่อของเมียนมาว่า รัฐบาลเมียนมาได้ประกาศปรับขึ้นราคาข้าวขั้นต่ำในปี 2563 แล้ว จากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
โดย Mr. Soe Tun กรรมการบริหารสมาพันธ์ข้าวแห่งสหภาพเมียนมา (Myanmar Rice Federation: MRF) กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมาปรับขึ้นราคาข้าวขั้นต่ำในปี 2563 เนื่องจากต้นทุนการทำเกษตรกรรมและ ต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้น โดยคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและพัฒนาสวัสดิการทางเศรษฐกิจของเกษตรกร (The committee for protecting rights and enhancing economic welfare of farmers) ของเมียนมา ได้กำหนดราคาข้าวขั้นต่ำ สำหรับช่วงฤดูมรสุมในปี 2563 จนถึงฤดูร้อนปี 2564 อยู่ที่ 520,000 จ๊าต (ประมาณ 12,300 บาท) ต่อ 100 กระบุง หรือประมาณ 2,086 กิโลกรัม หรือ 2.08 ตัน (หน่วยวัดท้องถิ่นของเมียนมา 1 กระบุง น้ำหนัก ประมาณ 20.86 กิโลกรัม)
ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2018-19 (วันที่ 1 ต.ค.2561 - 30 ก.ย. 2562) ราคาข้าวขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 500,000 จ๊าต (ประมาณ 11,850 บาท) ต่อ100 กระบุง โดย Mr.Soe Tun ได้อธิบายว่าการกำหนดราคาขั้นต่ำข้าวนั้นจะคำนวณจากต้นทุน ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนสินค้าข้าวเพิ่มสูงขึ้น จึงได้มีการแก้ไขการกำหนดราคาขั้นต่ำ โดยราคาข้าวขั้นต่ำที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้รายได้จากการส่งออกข้าวของประเทศเมียนมาเพิ่มมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาส่งออกข้าวเมียนมาได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10-15 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน (ประมาณ 314.42 - 471.62 บาท/ตัน) เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2563
ปัจจุบันเมียนมาสามารถส่งออกข้าวหักไปยังประเทศจีนได้อย่างถูกกฎหมาย หลังจากทั้งสองประเทศ ตกลงที่จะเพิ่มรายชื่อสินค้าข้าวหักไว้ในสัญญาการส่งออกสินค้าในปี2563 โดย Mr. Soe Tun ได้กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเทศจีนนำเข้าข้าวหักจากเวียดนามเพียงประเทศเดียวเท่านั้น แต่ปัจจุบันจีนได้อนุญาตให้สามารถนำเข้าข้าวหักจากประเทศเมียนมาทำให้ตลาดการส่งออกเมียนมามีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น
โดย MRF ได้คาดการณ์ว่าในปีหน้าเมียนมาจะสามารถส่งออกข้าวและข้าวหักรวมกันได้ปริมาณกว่า 2.5 - 3 ล้านตัน โดยประเทศจีนจะเป็นผู้ซื้อหลักของเมียนมาตามมาด้วยมาเลเซียและฟิลิปปินส์รวมถึงประเทศในแอฟริกาและสหภาพยุโรป นอกจากนี้ MRF ได้รายงานว่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 - กรกฎาคม 2563 ปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมมากกว่า 666 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20,904 ล้านบาท) โดยมีปริมาณข้าวเพิ่มขึ้น 360,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบจากปีก่อน (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 - 10 กรกฎาคม 2562) อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ปริมาณการส่งออกจริงอาจไม่เป็นไปตามที่สมาพันธ์ได้คาดการณ์ไว้ทั้งนี้เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหยุดการนำเข้าปลายข้าวหรือข้าวหัก (Broken Rice) จากเมียนมาเนื่องจากความต้องการข้าวหักในไทยลดลงอย่างเฉียบพลัน
Mr. Maung Myint Oo บริษัท Klohtoo Wah Co., Ltd. ซึ่งบริษัทผู้ส่งออกข้าวท้องถิ่นในเมียนมา ได้กล่าวว่า ประเทศไทยได้หยุดการนำเข้า เนื่องจากราคาข้าวที่ตกต่ำภายในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีความต้องการนำเข้าสินค้าข้าวหักจากประเทศเมียนมาเลย โดยก่อนหน้านี้เมียนมาส่งออกข้าวหักประมาณ 500 ตันต่อสัปดาห์มายังประเทศไทย นอกจากนี้ผู้ส่งออกข้าวเมียนมารายหนึ่งมีความเห็นว่าผู้นำเข้าไทยเกิดความลังเลที่จะนำเข้าข้าวหัก/ปลายข้าวจากเมียนมา ด้วยราคาและภาษีส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่คุณภาพของข้าวหักของเมียนมายังไม่ดีพอเนื่องจากมีผู้ค้าข้าวที่นำข้าวคุณภาพต่ำผสมรวมเข้าไปด้วย
สมาพันธ์ข้าวแห่งสหภาพเมียนมา (MRF) ได้แสดงความเห็นว่า แม้ตัวเลขการส่งออกโดยรวมดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงมีความเสี่ยงจากมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างเมียนมาและจีนที่ลดลง โดยการส่งออกข้าวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 - 10 กรกฎาคม 2563 ลดลงเหลือเพียง 93.6 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,935 ล้านบาท) ซึ่งมีมูลค่าลดลงไปกว่า 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,362 ล้านบาท) จากช่วงที่ผ่านมาในปีที่แล้ว เนื่องจากประเทศจีนเข้มงวดในการปราบปรามการค้าที่ผิดกฎหมาย และมีมาตรการป้องกันควบคุมโรคเพิ่มเติมในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19










