
ชงงบ 2 พันล้านรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง
ช่วยเหลือผู้เลี้ยงกุ้งคืบ เกษตรฯ ใส่เกียร์เดินหน้าของบรัฐ 2 พันล้าน รักษาเสถียรภาพราคากุ้งปี63 ฝ่าวิกฤติโควิด
วันที่ 15 เมษายน 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) จนทำให้หลายประเทศมีการประกาศปิดพรหมแดน ทำให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้าต้องหยุดชะงักได้รับผลกระทบตลอดสายการผลิต ซึ่งภาคอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ กุ้งแวนนาไมและกุ้งกุลาดำเป็นธุรกิจหลักของภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 และมีมูลค่าการส่งออกรวมธุรกิจต่อเนื่องไม่น้อยกว่าแสนล้านบาทก็ได้รับผลกระทบ
ประกอบกับประเทศผู้นำเข้ากุ้งทะเลจากประเทศไทยรายใหญ่ 3 อันดับแรก คือ สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 28 ญี่ปุ่น ร้อยละ 25 และสาธารณรัฐประชาชนจีน ร้อยละ 19 เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบและมีความเสียหายอย่างหนักจากวิกฤติโรคระบาดนี้
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง เห็นชอบให้กรมประมงดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งปี 2563 (9 เม.ย.63) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมกุ้งทะเล ให้สามารถรักษาฐานการผลิตกุ้งทะเลและอาชีพของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้คงได้อย่างมั่นคง และรักษาเสถียรภาพราคากุ้งทะเลให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล เป็นการช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ผู้ผลิตลูกพันธุ์ ผู้ค้าปัจจัยการผลิต ห้องเย็น โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและผู้ส่งออก”
นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ โครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งปี 2563 ตั้งเป้าหมาย ปริมาณผลผลิตกุ้งทะเลที่ห้องเย็นรับซื้อจากเกษตรกร 45,900 ตัน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 15,300 ตัน ประกอบด้วย กุ้งแวนนาไม 45,000 ตัน เฉลี่ยเดือนละ 15,000 ตัน และกุ้งกุลาดำ 900 ตัน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 300 ตัน จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 4,590 คน และจำนวนห้องเย็นและโรงงานแปรรูปที่เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 20 โรง"
ดำเนินงานในจังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และมีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 คาดว่าจะของบประมาณ 2 พันล้านบาทแบ่งเป็น ค่าดำเนินการชดเชยส่วนต่างด้านราคาซื้อขายกับราคาเป้าหมายนำตลาด ค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในกุ้งทะเล ค่าบริหารจัดการโครงการฯ”










