thansettakij
thansettakij
ผู้ค้าไข่ไก่มึน  “พาณิชย์”แก้ปัญหาไม่ถูกทาง

ผู้ค้าไข่ไก่มึน  “พาณิชย์”แก้ปัญหาไม่ถูกทาง

26 มี.ค. 63 | 08:41 น.

 

จี้รัฐพุ่งเป้าที่พ่อค้าคนกลางซึ่งมีทั้งยี่ปั๊ว, ซาปั๊ว   ขณะที่ไข่ไก่ส่งออกมี 2-3%ต่อปีซึ่งน้อยมาก

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ให้สัมภาษณ์”ฐานเศรษฐกิจ”ถึงกรณีที่วันนี้(26มี.ค.)นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาแก้ปัญหาคนแห่ซื้อไข่ไก่เพื่อกักตุน จนสินค้าขาดตลาดและมีราคาสูงเกินจริง โดยการออกประกาศห้ามการส่งออกไข่ไก่ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้ทดลองมาตรการนี้เป็นเวลา 7 วัน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจะมีการพิจารณาขยายเวลาเพิ่มเติม  มองว่ารัฐบาลควรจะลงไปให้น้ำหนักที่พ่อค้าคนกลางขายฟันกำไรให้มาก ซึ่งมีทั้งยี่ปั๊ว, ซาปั๊ว  ทั้งที่วันนี้ราคาหน้าฟาร์มก็ยังไม่มีการปรับขึ้น  ราคายังอยู่ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ดังนั้นเมื่อต้นทางยังไม่ปรับราคาปลายทางก็ไม่ควรค้ากำไรเกินควรในท่ามกลางวิกฤติแบบนี้ ซี่งเท่าที่รู้แม่ค้าบางพื้นที่ขายไข่ไก่ในราคา 5 บาทต่อฟองก็มี

"ก็เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูเรื่องการควบคุมราคาที่จะไม่ให้ขายเกินราคาเนื่องจากราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มราคา 2.80 บาท ราคาขายปลีกอยู่ที่ 3.30 ถึง 3.50 บาท หากฝ่าฝืนจะมีความผิดฐานค้ากำไรเกินควร โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งตรงนี้ต้องทำให้จริงจังและเข้มข้น"

นอกจากนี้ถ้ามองในแง่สัดส่วนส่งออก  ปัจจุบันถือว่ามีปริมาณน้อยมาก กำลังผลิตไข่ไก่ในประเทศอยู่ที่15,000 ล้านฟองต่อปีหรือราว40-41 ล้านฟองต่อวันในจำนวนนี้จะส่งออก2-3%เท่านั้น  หรือส่งออกราว 200-300 ล้านฟองต่อปี  ที่สำคัญเดิมทีไม่มีใครอยากส่งออกไข่ไก่เพราะได้ราคาไม่ดี  

“เราส่งออกราคา3 บาทต่อฟองอย่าลืมว่าราคานี้มีต้นทุนทั้งค่าเฟด ชิ้บปิ้ง ค่าดำเนินการหักลบแล้วเหลือราคาไข่ไก่ไม่ถึง 2 บาทต่อฟอง  แต่ที่ผ่านมาต้องมีส่งออกเพราะรัฐบาลให้ผู้เลี้ยงไก่ส่งออกไข่ไก่เพื่อแก้ปัญหาล้นตลาดของไข่ในประเทศ มาถึงตอนนี้ก็มาเปลี่ยนแปลงอีกในซีกผู้ประกอบการก็ลำบากเพราะรับออร์เดอร์ไว้แล้วจะทำอย่างไรเพราะยังมีออเดอร์ส่งออกต่อเนื่องอยู่

“กระแสตุนไข่เชื่อว่าหลังจากนี้ไปน่าจะลดลง ที่ไปตื่นตระหนกกันมากเพราะพรก.ฉุกเฉิน ประชาชนไม่รู้ว่าจะออกจากบ้านได้หรือไม่  การสื่อสารของรัฐบาลไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจให้ดี จึงแห่ออกมาซื้อข้าวของจำเป็นกักตุนไว้ก่อนเพื่อความอยู่รอด”