
5หมื่น รง.อาหาร‘ส้มหล่น’ ดันออร์เดอร์ใน-นอกพุ่ง
5หมื่นโรงงานอาหาร-เครื่องดื่มเฮรับอานิสงส์ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศตื่นแห่ตุนสินค้ารับมือ โควิดระยะ 3 ดันการใช้กำลังผลิตพุ่งเกิน 50% กลุ่มอุตฯอาหาร วอนรัฐอย่าทำระบบโลจิสติกส์สะดุด สภาอุตฯเปิดโผสินค้าอาหารขายดีทั้งในและต่างประเทศ
จากที่เชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) นอกประเทศจีนยังแพร่ระบาดไม่หยุดในเวลานี้ ส่งผลให้เกือบ 200 ประเทศทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อรวมกันมากกว่า 3 แสนคน ขณะที่ในไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจส่งผลให้รัฐบาลมีคำสั่งปิดสถานประกอบการในหลายส่วนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ส่วนหนึ่งมีคำสั่งกรุงเทพมหานครให้ปิดห้างสรรพสินค้า (ไม่รวมซุปปอร์มาร์เก็ต) ทั่วกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกออกมาซื้อหาสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็นกันเป็นจำนวนมาก จากเกรงสินค้าจะขาดแคลนนั้น
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่าสินค้าอาหารในไทยจะไม่ขาดแคลนแน่นอน เพราะไทยเป็นผู้ผลิตอาหารที่สำคัญ โดยปี 2562 อยู่อันดับ 11 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย (กราฟิกประกอบ) จากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ สิ้นปี 2562 ไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อแปรรูปอาหารและเครื่องดื่มรวม 53,642 โรงงาน รวมถึงวิสาหกิจชุมชนที่ทำธุรกิจด้านการผลิตและแปรรูปอาหารราว 71,395 วิสาหกิจ (ข้อมูล : ระบบสารสนเทศวิสาหกิจชุมชน กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร)
ข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการผลิตอาหารในระดับต้นน้ำจนถึงปลาย น้ำ อันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์ใดๆ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด เป็นต้น อุตสาหกรรมอาหารของไทยก็สามารถก้าวผ่านวิกฤติได้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในสินค้าอาหารของประเทศไทย ทั้งในด้านของความเพียงพอ และคุณภาพของอาหารและถึงแม้ในสถานการณ์โควิด-19 ผู้ผลิตอาหารก็มีความเข้มงวด ในด้านความปลอดภัยมากขึ้นในทุกขั้นตอนการผลิต
“อุตสาหกรรมอาหารไทยพร้อมดูแลอาหารไม่ให้ขาดแคลน หากภาครัฐมีมาตรการต่างๆ ที่จะเข้มข้นขึ้น
ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับด้านโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอาหารไม่ให้ขาดตอนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดในสภาวะวิกฤติ”
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าในวิกฤติไวรัสโควิดครั้งนี้ ผู้ผลิตอาหารได้รับอานิสงส์จากความต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยตลาดในประเทศ ขณะนี้สินค้าอาหารเกือบทุกชนิดกำลังเป็นที่ต้องการของประชาชนเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำดื่ม สินค้าอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรูป อาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง ผักผลไม้กระป๋อง อาหารพร้อมรับประทานต่างๆ ขนมขบเคี้ยวต่างๆ อาหารแช่แช็ง เครื่องปรุงรสต่างๆ ยังรวมไปถึงอาหารสดจา พวกเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ที่ประชาชนมีการกักตุนไว้เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารยังเป็นที่ต้องการของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนสินค้าส่งออกที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูปทั้งแช่เย็น แช่แข็ง, ผลไม้ กระป๋อง และสับปะรดกระป๋อง จากเป็นสินค้าที่ประเทศคู่ค้ายังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่สร้างชื่อเสียงและความเชื่อมั่นให้ตลาดอาหารในเวทีโลกได้รู้จักอาหารแปรรูปของไทย ณ ปัจจุบันมีคู่ค้าถึง 194 ประเทศในทุกทวีปทั่วโลก
“กำลังการผลิตของโรงงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมอาหารประเทศไทยยังมีเพียงพอและเหลือเฟือโดย การใช้กำลังการผลิตในช่วงปีที่ผ่านมายังแค่ 50% ของกำลังการผลิตที่มีทั้งหมดเท่านั้น สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทางโรงงานยังสามารถรองรับและเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกจนเต็มศักยภาพการผลิต ทั้งนี้คาดการส่งออกอาหารปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นราว 3-5%”
อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยลบคือ สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับวัตถุดิบพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ สับปะรด ข้าวโพดหวาน ผักผลไม้ต่างๆ ที่ให้ผลผลิตน้อยลง รวมไปถึงโรคระบาดที่มาจากแมลงศัตรูพืชที่จะเกิดขึ้นใน ฤดูแล้ง เช่น หนอนกระทู้ในสินค้าข้าวโพดหวาน ส่งผลให้ราคาและปริมาณวัตถุดิบมีความผันผวนสูง ทำให้ เกิดปัญหาความไม่เพียงพอของปริมาณวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ด้านนายนายอมรพันธุ์ อร่าม-วัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องและผลิตภัณฑ์ทูน่ารายใหญ่ กล่าวว่า อานิสงส์จากไวรัสโควิด-19 ทำให้เวลานี้ทางบริษัทได้เร่งผลิตสินค้าและส่งมอบสินค้าให้เร็วขึ้นตามความต้องการของคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น เช่นจากให้ส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ก็ให้จบภายในเดือนพฤษภาคมแทน เป็นต้น รวมถึงได้รับคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดในประเทศปลากระป๋องภายใต้แบรนด์ซูเปอร์ซีเชฟของบริษัทมีความต้องการเพิ่มขึ้นกว่า 70% ทำให้ต้องเร่งผลิตเพิ่ม
หน้า 9 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,560 วันที่ 26 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2563










