
ลุ้นระทึกราคากลาง จ่ายส่วนต่างประกันข้าวงวดแรก
ชาวนาเฮ โครงการประกันรายได้ นานํ้าท่วม-นาแล้งได้อานิสงส์ด้วย ส่วนวันเก็บเกี่ยวเคาะตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนไว้ห้ามปรับแก้ นับถอยหลังเงิน 2.1 หมื่นล้านกำลังจะหมุนไป ลุ้นเคาะราคากลางจ่ายส่วนต่างงวดแรก 1 ต.ค. พร้อมจ่ายเงินเข้าบัญชี 15 ต.ค.นี้ นายก ชาวนาโวยรัฐมโนผลผลิตต่อไร่ตํ่าติดดิน ทำเสียประโยชน์
โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2562/63 (รอบที่ 1)วงเงินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562-ตุลาคม 2563 โดยมีการกำหนดชนิดและราคาประกันรายได้ข้าวเปลือก 5 ชนิด กรณีที่เกษตรกรเพาะปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิดจะได้สิทธิ์จำนวนตันเข้าร่วมโครงการไม่เกินจำนวนตันสูงสุดตามที่กำหนด (กราฟิกประกอบ)
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวทุกครัวเรือนทั้งพื้นที่มีและไม่มีเอกสารสิทธิโดยไม่ต้องหักพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติทั้งนํ้าท่วม หรือภัยแล้งออก แต่ให้กรมส่งเสริมการเกษตรใช้วันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตามที่เกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ไม่ให้แก้ไข (เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายต่อเจ้าหน้าที่ในภายหลัง)
“ให้กรมส่งเสริมการเกษตรส่งข้อมูลล็อตแรก ตัดยอดวันที่ 30 กันยายน ส่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเตรียมการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาสำหรับรอบแรก ที่จะประกาศราคากลางอ้างอิงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยเกษตรกรจะได้รับเงินในวันที่ 15 ตุลาคม 2562”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่จะใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการคำนวณจ่ายส่วนต่างราคาข้าวจะใช้ตัวเลขเดียวทั้งประเทศ คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิในเขต 23 จังหวัด ผลผลิต 359 กิโลกรัม(กก.)ต่อไร่ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขต 23 จังหวัด 465 กก.ต่อไร่ ข้าวเปลือกเจ้า 613 กก.ต่อไร่ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 685 กก.ต่อไร่ และข้าวเปลือกเหนียวผลผลิต 393 กก.ต่อไร่ โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตร คำนวณผลผลิตจากตัวเลขนี้รายแปลงส่งแนบไฟล์ให้ ธ.ก.ส. เพื่อจ่ายชดเชยส่วนต่างต่อไป
“กลุ่มเกษตรกรต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรโดยต้องแจ้งวันที่ที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงระยะเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย และจะใช้ข้อมูลผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่รายประเภทของข้าวแต่ละชนิดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในการคํานวณปริมาณผลผลิตของเกษตรกรที่จะได้รับสิทธิในการชดเชย โดยใช้ข้อมูลและหลักการทางสถิติอันเป็นที่ยอมรับโดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดมาคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้องชดเชย แต่ต้องไม่เกินปริมาณผลผลิตที่มีมติคณะรัฐมนตรีกําหนด”
ด้านกรมส่งเสริมการเกษตร รายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ตามที่ตั้งแปลงปี 2562/ 2563 ณ วันที่ 22 กันยายน 2562 มีจำนวน 4.22 ล้านครัวเรือน 7.976 ล้านแปลง พื้นที่ 57.6 ล้านไร่ ขณะที่แผนการผลิตข้าวปีการผลิต 2562/2563 ตั้งไว้ที่ 72.0866 ล้านไร่ ผลผลิต 34.6213 ล้านตันข้าวเปลือก แยกไว้เป็นข้าวรอบที่ 1 พื้นที่ 58.9 ล้านไร่ ผลผลิต 25.4 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวรอบที่ 2 พื้นที่ 13.8 ล้านไร่ ผลผลิต 9.14 ล้านตันข้าวเปลือก
ปราโมทย์ เจริญศิลป์
ขณะที่นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ชาวนาถูกกดผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยตํ่ากว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือกเจ้า/ข้าวหอมปทุมธานี ที่ปัจจุบันชาวนาปลูกได้ผลผลิตต่อไร่ไม่ตํ่ากว่า 1,000 กก. และเป็นไปได้อย่างไรที่ผลผลิตข้าวเปลือกเหนียว 3 ไร่ ยังได้ไม่ถึง 1,000 กก. ขณะที่ต้นทุนการปลูกข้าวของชาวนาเฉลี่ยกว่า 5,000 บาทต่อไร่ ยังไม่รวมค่าแรงงาน เมื่อคำนวณแล้วรัฐจ่ายส่วนต่างแทบจะไม่เหลืออะไรเลย เชื่อว่าการคำนวณผลผลิตนี้ไม่มีการสำรวจในพื้นที่เลยนักวิชาการคิดเอาเอง
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,508 วันที่ 26-28 กันยายน 2562
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดิ่งเหวยกแผง! ขานรับนโยบายประกันรายได้ข้าว










