thansettakij
thansettakij
ม.หอการค้าบี้แบงก์ชาติลดดบ. ภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจเสียหาย3.7หมื่นลบ.

ม.หอการค้าบี้แบงก์ชาติลดดบ. ภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจเสียหาย3.7หมื่นลบ.

02 ส.ค. 62 | 09:15 น.

ม.หอการค้าชี้หากภัยแล้งยืดเยื้อถึงกย. คาดสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 37,378 ล้านบาท พร้อมมองไทยยังมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 3% บี้แบงค์ชาติลดดอกเบี้ย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากสถานการณ์ภัยแล้ง โดยระบุว่าหากสถานการณ์ภัยแล้งยืดเยื้อ 1 เดือน คาดว่าผลผลิตข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และสินค้าเกษตรอื่นๆ จะได้รับความเสียหายราว 18,000 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ภัยแล้งยืดเยื้อเกิน 2 เดือน จะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรราว 37,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้ลดลงอีก 0.2-0.3% จากเดิมที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินไว้ในกรอบ 3.2-3.5%

"หากภัยแล้งไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ อาจจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยรวมถึง 37,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้จีดีพีโตลดลง 0.2-0.3% จากที่เราคาดไว้ 3.2-3.5% ในปีนี้ ดังนั้นหากภัยแล้งไม่คลี่คลาย ก็มีโอกาสมากกว่า 50% ที่ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตไม่ถึง 3% อาจจะเหลือโตแค่ 2.9% และจะมีผลทำให้เศรษฐกิจซึมตัวลงเรื่อยๆ ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้ทั้งนโยบายการเงินควบคู่กับนโยบายการคลัง และดูแลเรื่องภัยแล้งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข" นายธนวรรธน์กล่าว

สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากสุด คือ ภาคเกษตรกรรม รองลงมา คือ ภาคการผลิต, ภาคการค้า และภาคบริการ ทั้งนี้ ผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรม มาจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ผลผลิตน้อย ส่วนผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิต คือทำให้ผลผลิตลดลง และวัตถุดิบที่นำมาผลิตไม่เพียงพอ ในขณะที่ผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับภาคการค้า คือ การค้าซบเซาตามปริมาณผลผลิตที่ลดลง ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ และผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับภาคบริการ คือ นักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอยลดลง สภาพอากาศหรือภัยธรรมชาติมีผลต่อการท่องเที่ยว  ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ก.ค.62 ได้ประกาศยุติสถานการณ์ภัยแล้งใน 12 จังหวัดแล้ว คงเหลือเพียง 1 จังหวัด คือ มหาสารคาม ในอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย

ม.หอการค้าบี้แบงก์ชาติลดดบ. ภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจเสียหาย3.7หมื่นลบ.

นอกจากนี้นายธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 3% ซึ่งการใช้นโยบายการคลังเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ แต่ต้องใช้นโยบายการเงินเข้ามาช่วยเสริม โดยความเสี่ยงเกิดจาก 1.ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง 4 เดือน และยังไม่มีสัญญาณจะฟื้นตัว 2.ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั่วประเทศ ลดลงต่อเนื่อง 4 เดือนเช่นกัน 3.ปัญหาภัยแล้งที่บั่นทอนเศรษฐกิจ การลงทุน และการบริโภคในประเทศ และ 4.เหตุระเบิดป่วนเมืองล่าสุดวันนี้ ทำให้คนตีความเชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง และมองว่าหลังจากนี้การเมืองอาจจะไม่มีเสถียรภาพ เกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายไม่กล้าลงทุน รวมถึงกังวลถึงเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นการเมืองนอกสภา

ม.หอการค้าบี้แบงก์ชาติลดดบ. ภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจเสียหาย3.7หมื่นลบ.

"ทิศทางต่างๆ เหล่านี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีอย่างเร่งด่วน ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การใช้นโยบายการคลังอย่างเต็มที่เป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันที่สหรัฐลดดอกเบี้ย และหลายประเทศใช้มาตรการ QE เพิ่มเติมปริมาณเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ สิ่งที่ไทยต้องทำคือดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าไปมากกว่าคู่แข่ง และทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง นอกจากนี้ดอกเบี้ยของไทยเข้าเกณฑ์ที่จะลดลงได้ตามหลักทฤษฎี เพราะเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1-4% แล้ว" นายธนวรรธน์กล่าว

นอกจากนี้ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้มาตรการ LTV ที่เข้มข้น พร้อมส่งสัญญาณไปยังธนาคารพาณิชย์ในการใช้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดขึ้น จึงเหมือนเป็นการทำให้นโยบายการคลังทำงานเพียงลำพัง และถูกฉุดดึงด้วยนโยบายการเงิน การจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เกินกว่า 3% ในปีนี้ รวมทั้งลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ม.หอการค้าไทย ขอสนับสนุนให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยลง และดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงอยู่ในระดับ 32 บาท/ดอลลาร์ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงซึมตัว

"เฟดลดไปแล้ว 0.25% ดังนั้นการลดลง 0.25% เป็นสิ่งที่ไทยควรจะทำตาม trend ดอกเบี้ยโลก แต่แน่นอนว่าการลดดอกเบี้ยเป็นการกระตุกเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถใช้ดูแลค่าเงิน เพราะลดแล้วยังเท่าสหรัฐ ดังนั้นถ้าต้องการใช้ดอกเบี้ยดูแลค่าเงิน ก็น่าจะลดลง 0.50% เป็นอย่างน้อย" นายธนวรรธน์ ระบุ