
‘ข้าว-ยาง-ปาล์ม’กระทุ้งรัฐ สร้างเสถียรภาพราคาแทนแจกเงิน
เกษตรกรชี้จำยอมรัฐดันประกันรายได้ ประสานเสียงอยากได้ความยั่งยืนระยะยาวมากกว่า “ข้าว” หวั่นไม่ถึงมือผู้เช่านา จี้คุมคุณภาพ “ยาง” เร่งเพิ่มใช้ในประเทศ 20% “ปาล์ม” ขอรัฐช่วยหนุนตั้ง รง.ผลิตบี 100 มั่นใจพุ่ง 4-5 บาทต่อกก.ไม่ต้องชดเชย
การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม เป็น 1 ใน 12 นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนหนึ่งมีแผนจะผลักดันโครงการประกันรายได้เกษตรกรใน 5 พืชเศรษฐกิจหลักได้แก่ ข้าว (ข้าวเปลือกเจ้า 1 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียว 1.2 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน), ยางพารา 60 บาทต่อกิโลกรัม(กก.), ปาล์ม 4 บาท/กก., มันสำปะหลัง 2.50 บาท, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 บาทต่อกก. แต่เสียงจากตัวแทนเกษตรกรส่วนใหญ่แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่ที่อยากได้มากกว่าคือความยั่งยืนด้านราคาและอาชีพ
นายปราโมทย์ เฉลิมศิลป์ นายกสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เห็นด้วยหากรัฐบาลประกันรายได้ เพราะเวลานี้ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ เช่น ข้าวเปลือกเจ้าทั่วไปไม่เกิน 6,500 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียว 1.1-1.2 หมื่นบาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิเวลานี้ขายได้ถึง 1.7 หมื่นบาทต่อตัน (สูงกว่าราคาประกันรายได้) จากข้าวในตลาดมีน้อย ที่ห่วงเวลานี้คือปัญหาภัยแล้งกระทบกับแผนปลูกข้าว หากไม่มีนํ้าจะทำให้ผลผลิตเสียหายหรือหายไป ชาวนาจะไม่มีข้าวเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ หรือเสียโอกาสในการขายข้าวได้ราคาสูง
“ชาวนาอยากให้รัฐบาลใหม่ช่วยใน 4 เรื่องคือพักชำระหนี้ แก้ปัญหาพืชผลราคาตกตํ่า ปัญหาภัยแล้งจะช่วยอย่างไร และอยากให้ช่วยในการลดต้นทุน เช่น ปุ๋ย ยา นํ้ามัน”
นายสุเทพ คงมาก อดีตนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ห่วงหากรัฐประกันรายได้จะทำให้เกษตรกรลดความใส่ใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพข้าว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว เกษตรกรที่ทำนาเช่าอาจไม่ได้เงินประกันรายได้ เจ้าของนาอาจมาหาผลประโยชน์แทน ขณะที่นโยบายช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้นโยบายของพรรคใดเป็นหลัก คงต้องติดตาม ซึ่งจริงๆ แล้วชาวนาอยากได้ความมั่นคงด้านอาชีพและเสถียภาพด้านราคามากกว่า ไม่ใช่สิ้นอายุรัฐบาลไปแล้วก็เข้าสู่วังวนเดิมคือราคาข้าวตกตํ่า
นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ กล่าวว่า การประกันรายได้ยางพารา 60 บาทต่อกก.จะทำให้เกษตรกรไม่ขาดทุนเพราะต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อกก. จะทำให้ชาวสวนยางทั้งที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิรวมกว่า 1.7 ล้านครอบครัว หรือราว 6 ล้านคนได้รับประโยชน์
“การประกันรายได้ หากรัฐบาลเร่งทำควบคู่ไปกับการเพิ่มการใช้ยางในประเทศตามเป้าหมายเป็น 20% เช่นใช้ทำถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ 7.5 หมื่นหมู่บ้านรวม 7.5 หมื่นกิโลเมตรจะช่วยเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศได้อีก 3 แสนตัน เพิ่มเป็น 1 ล้านตัน (จากเดิมมีการใช้ยางในประเทศ 15% ปริมาณ 7.5 แสนตัน) มั่นใจว่าราคายางจะไม่ตํ่ากว่า 60 บาทต่อกก.ซึ่งรัฐไม่ต้องชดเชยส่วนต่าง เพราะที่จริงเกษตรกรก็ไม่อยากได้เงินช่วยเหลือฟรี แต่อยากขายยางได้ราคาสูงกว่า 60 บาทมากกว่า”
สอดคล้องกับนายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มนํ้ามัน จังหวัดกระบี่ กล่าวว่าปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ขายปาล์มได้เกือบ 4 บาทต่อกก.แล้ว จากมีการใช้นํ้ามันปาล์ม บี 100 เติมในรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล มีจุดแบ่งปันในพื้นที่ภาคใต้กว่า 200 จุด โดยเกษตรกรสมาชิกสามารถนำบิลเติมนํ้ามันมาเบิกค่าปาล์มได้ 30 สตางค์ต่อกก.ซึ่งอยากให้รัฐบาลช่วยผลักดันการตั้งโรงงานผลิตบี 100 ที่กระบี่ หากตั้งได้จะช่วยเพิ่มการใช้นํ้ามันปาล์มในประเทศได้อีกมาก มั่นใจว่าราคาปาล์มจะยั่งยืนขายได้ไม่ตํ่ากว่า 4-5 บาทต่อกก.
หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,491 วันที่ 28-31 กรกฎาคม 2562










