
5 พืชเกษตรเฮ รับประกันรายได้
รัฐเดินหน้านโยบายหาเสียง “จุรินทร์” สั่งเร่งประกันรายได้ 5 พืชเกษตร เตรียมหารือ 3 ฝ่าย หลังแถลงนโยบายพร้อมลุยทันที การันตีหอมมะลิ 1.5 หมื่น ยาง 60 บาท ปาล์ม 4 บาท ได้แน่ วงเงินที่ใช้ยังอ้อมแอ้ม ธ.ก.ส.เด้งรับสนองนโยบาย ด้าน “สนธิรัตน์” สั่งตรึงราคาแอลพีจี-เอ็นจีวี ช่วยแผงลอย-แท็กซี่อีก 2 เดือน
รัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ และมีพรรคประชาธิปัตย์ที่หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ได้หาเสียงไว้ในส่วนของนโยบายเกษตร ได้ชูทั้งเรื่องการพัฒนาเกษตรกร ที่ดินทำกินโฉนดสีฟ้า พักหนี้เกษตรกร ประกันรายได้พืชผลเกษตร สินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือก ช่วยค่าเก็บเกี่ยวข้าวไร่ละ 2,000 บาท ค่าบำรุงดินไร่ละ 1,500 บาท เป็นต้น ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมช่วงจากนี้ไป
เร่งประกันรายได้เกษตรกร
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การประกันรายได้พืชผลเกษตรหรือประกันรายได้เกษตรกร เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อช่วยหลือเกษตรกรให้มีรายได้ที่ดีและเหมาะสม เป็นแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มีสินค้าเกษตรที่จะเข้าไปดูแล 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มนํ้ามัน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งหลังรัฐบาลแถลงนโยบายในวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้แล้วจะมาวางแผนการทำงานและเงื่อนไขการประกันรายได้ คาดจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณเดือนสิงหาคม ส่วนงบดำเนินการน่าจะใช้งบประมาณรัฐบาล จะใช้วงเงินเท่าใดนั้นคงต้องดูผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร ณ ปัจจุบันก่อน
“ในรายละเอียดของแนว ทางการปฏิบัติ จะมีวิธีการอย่างไรนั้น เบื้องต้นต้องหารือร่วมกับ 3 ฝ่าย คือ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยว ข้อง ภาคเอกชน และเกษตรกรเพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยราคาประกันรายได้เกษตรกร เช่นข้าวเปลือกราคา 10,000-15,000 บาทต่อตัน ต่างกันไปตามชนิดข้าว(กราฟิกประกอบ) ยางพารา 60 บาทต่อกก. ปาล์มนํ้ามัน 4 บาทต่อ กก. และมันสำปะหลัง 2.50 บาทต่อ กก. เป็นราคาโดยประมาณที่ทางพรรคได้ประกาศไว้ช่วงที่มีการลงพื้นที่”
ทั้งนี้หากราคาสินค้าเกษตรตํ่ากว่าราคาประกันรายได้ เช่น หากยางราคา 55 บาทต่อกก. ตํ่ากว่า 60 บาทต่อกก. รัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างให้ แต่หากสินค้าเกษตรตัวใดราคาตลาดสูงกว่าราคาประกันรายได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายส่วนต่างให้ เบื้องต้นแนวทางและปฏิบัติในการประกันรายได้มีอยู่แล้วในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ส่วนจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมจะไปดูในรายละเอียดประกอบ เช่น คุณภาพพืชเกษตร ปริมาณผลผลิตที่ออก ปัจจัยการผลิตที่มีผล
กระทบเช่น ภัยแล้ง เป็นต้น
ธ.ก.ส.พร้อมสนองนโยบาย
นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการดูแลผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นมาตรการประกันรายได้ ลดต้นทุนการผลิต หรือช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว เพราะเคยดำเนินการมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งโครง การประกันรายได้เกษตรกร ทำมา 2 รอบการผลิตคือ ปีการผลิต 2551/2552 และ 2552/2553
“ที่ผ่านมาเราทำประกันรายได้เฉพาะข้าว แต่ครั้งนี้รัฐบาลต้องการขยายออกไปในหลายๆพืช ไม่ว่าจะเป็น ปาล์ม ข้าวโพด มันสำปะหลัง ซึ่งก็ขึ้นกับรัฐบาล เพราะไม่ว่าจะเป็นปาล์มนํ้ามัน หรือ ยาง ธ.ก.ส.ก็เคยทำในเรื่องชด
เชยต้นทุนการผลิตไปแล้ว และก็เคยทำในเรื่องการประกันภัยพืชผลที่เริ่มจากข้าว ข้าวโพด ลำไย วัวนม และกำลังจะขยายไปที่ทุเรียน ประมง และปลาบางประเภท”
ขณะที่ ธ.ก.ส.จะเสนอมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เพิ่มเติมในการประชุมร่วมกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส.ในวันที่ 24 กรกฎาคม โดยจะเป็นการกำหนดวงเงินสินเชื่อใหม่ และอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งตํ่ากว่ามาตรการที่ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการไปแล้วคือ สินเชื่อวงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย MRR-2% หรือประมาณ 5% สูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรมาใช้ไม่มาก เพราะต้องรอประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ง
“มาตรการที่ดำเนินการไปก่อนหน้าคือ ขยายเวลาชำระเงินต้นออกไป 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2561-31 กรกฎาคม 2564 ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2.91 ล้านราย เป็นเงิน 9 แสนล้านบาท ส่วนเกษตรกรที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 แสนบาท จะได้รับการยกเว้นไม่คิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือนตั้งแต่ วันที่ 31 สิงหาคม 2561 นอกจากนั้นจะเป็นการช่วยค่าใช้จ่ายในการครองชีพ อุปโภคบริโภครวมถึงยังชีพและจัดหานํ้าดื่ม”
ตรึงราคาก๊าซอีก2เดือน
ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนระยะสั้นของกระทรวงพลังงานจะตรึงราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีกลุ่มหาบเร่แผงลอย ที่ราคา 325.50 บาทต่อถัง 15 กก. ออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2562 หรือซื้อได้ถูกว่าราคาทั่วไป 37.50 บาทต่อถัง 15 กก. โดยให้บมจ.ปตท.แบกรับภาระเดือนละ 30 ล้านบาท หลังจากนั้น หากหารือกับกระทรวงการคลังได้ข้อยุติจะนำส่วนลดดังกล่าวเข้าไปบรรจุอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากปัจจุบันผู้มีรายได้น้อยจะมีเงินจากบัตรไปซื้อก๊าซแอลพีจีได้ 45 บาทต่อทุกๆ 3 เดือน
นอกจากนี้ ยังขอให้ปตท.ตรึงราคาก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) สำหรับรถโดยสารสาธารณะและแท็กซี่ ต่อไปอีก 2 เดือน จากที่เคย ปรับขึ้นมาแล้ว 1 ครั้ง อยู่ที่ 11.62 บาทต่อกก. ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ให้ดำเนินการปรับขึ้นรวม 3 บาท ต่อกก. ขณะที่ในวันที่ 31 กรกฎาคม นี้ นายสนธิรัตน์ จะมีการแถลงนโยบายเร่งด่วนอีกครั้ง คาดจะมีการหยิบยกการขยายฐานผู้มีรายได้น้อยที่ใช้ไฟฟ้าฟรีให้มากขึ้น จากปัจจุบันกำหนดให้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน จะขยายเป็น 60 หน่วยต่อเดือน
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,490 วันที่ 25 - 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562










