thansettakij
thansettakij
พลังงานนิวเคลียร์ฟิลิปปินส์ บทเรียนสู่ความพร้อมของไทย

พลังงานนิวเคลียร์ฟิลิปปินส์ บทเรียนสู่ความพร้อมของไทย

21 ต.ค. 69 | 05:45 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 05:46 น.

ฟิลิปปินส์รุกพลังงานนิวเคลียร์ 1,200 MW: มุมมองและทิศทางการกำกับดูแลและเตรียมความพร้อมโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) โดย นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คอลัมน์ เข็มทิศความปลอดภัยนิวเคลียร์

ประธานาธิบดี Ferdinand R. Marcos Jr. แห่งฟิลิปปินส์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ว่าเป้าหมายการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ 1,200 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2032 เป็นสิ่งที่สามารถบรรลุได้ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประกาศดังกล่าวนำมาซึ่งแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตเป็น 2,400 MW ภายในปี 2035 และ 4,800 MW ภายในปี 2050 ควบคู่ไปกับการที่กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เร่งพัฒนากรอบการจัดซื้อกำลังผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการแรกของประเทศ

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวนี้ว่า ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการคัดเลือกเทคโนโลยี การจัดหาเงินทุน และการดำเนินโครงการให้ทันตามกรอบเวลา การมีระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยที่เข้มแข็งคือปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของโครงการระดับชาติ

โดย ปส. ได้นำกรณีศึกษานี้มาประเมินและเตรียมความพร้อมสำหรับการกำกับดูแลในประเทศไทย ดังนี้:

1. การพัฒนากรอบการอนุญาตที่ยืดหยุ่นและรัดกุม (Robust Licensing Framework): ความท้าทายหลักของฟิลิปปินส์ในการเร่งรัดโครงการให้ทันปี 2032 คือกระบวนการออกใบอนุญาตที่ต้องรวดเร็วแต่ไม่ลดทอนมาตรฐานความปลอดภัย ปส. มุ่งเน้นการพัฒนากฎระเบียบเพื่อรองรับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูงและเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดยต้องครอบคลุมการประเมินความปลอดภัยเชิงวิศวกรรม การจัดการเชื้อเพลิง และความเหมาะสมของสถานที่ตั้งอย่างละเอียด

2. การกำกับดูแลการจัดซื้อและมาตรฐานเทคโนโลยี (Technology & Supply Chain Oversight): การพัฒนากรอบการจัดซื้อกำลังผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามามีบทบาทในการตั้งเกณฑ์ประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่จะถูกคัดเลือก ปส. เตรียมระบบตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานเพื่อป้องกันอุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนที่ไม่ได้มาตรฐาน (Counterfeit, Fraudulent, and Suspect Items: CFSI) เข้าสู่โครงการก่อสร้าง

3. การเตรียมทรัพยากรบุคคลด้านการกำกับดูแล (Regulatory Capacity Building): การขยายกำลังการผลิตจาก 1,200 MW สู่ 4,800 MW ในระยะเวลา 15 ปี ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมหาศาล ปส. เน้นย้ำยุทธศาสตร์การสร้างกำลังคน โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตผู้ตรวจการนิวเคลียร์ นักฟิสิกส์การแพทย์ และวิศวกรนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ความปลอดภัยและรับมือกับสภาวะฉุกเฉินได้ตามมาตรฐานทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

ทิศทางของประเทศฟิลิปปินส์สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พลังงานนิวเคลียร์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ตอบสนองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค การที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เตรียมความพร้อมและวางรากฐานการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ โปร่งใส และมีมาตรฐานระดับโลก จะเป็นหลักประกันสูงสุดว่า หากประเทศไทยตัดสินใจเดินหน้าโครงการพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต ทุกกระบวนการจะดำเนินไปภายใต้การคุ้มครองความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ABS-CBN News, Philippines targets 1.2 MW of nuclear power by 2032, 20 October 2026 — รายงานโดย Izzy Lee
  2. Presidential Communications Office, President Ferdinand R. Marcos Jr. at the Kapihan with the Media in Singapore, 11 October 2026 — บทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม
  3. Philippine Department of Energy, DOE Advances Proposed Rules for First Nuclear Power Capacity Tender, 29 September 2026