thansettakij
thansettakij
ไทยกับ “สิ่งที่ทำได้” และ “สิ่งที่ควรทำ” ในยุค AI

ไทยกับ “สิ่งที่ทำได้” และ “สิ่งที่ควรทำ” ในยุค AI

21 ต.ค. 69 | 06:57 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 07:06 น.

ไทยกับ “สิ่งที่ทำได้” และ “สิ่งที่ควรทำ” ในยุค AI : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,246 วันที่ 22 - 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

KEY

POINTS

  • เทคโนโลยี AI ได้ก้าวสู่ภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสให้ไทยก้าวกระโดดจากการเป็นผู้ใช้สู่ผู้ร่วมประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะการเชื่อมโยง AI กับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในโลกกายภาพ
  • ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม 3 ด้าน คือ 1. การลดคอขวดด้านกฎระเบียบเพื่อนำนวัตกรรมจากห้องแล็บสู่การใช้งานจริง 2. การกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และ 3. การปรับตัวของตลาดแรงงานและการศึกษา
  • การศึกษาต้องเปลี่ยนจากการท่องจำไปเน้นทักษะด้านศิลปศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และจริยธรรม เพื่อเป็นผู้ควบคุมและนำทางเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการสร้างทักษะใหม่ให้แรงงานเพื่อทำงานร่วมกับ AI

คำเตือนจาก “แจ็ค คลาร์ก” ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic บนเวทีระดับโลก IMF-BIS ณ กรุงเทพฯ สะท้อนชัดว่า เทคโนโลยี AI ได้ก้าวเข้าสู่ “ภาวะเอกฐาน” (Singularity) หรือ จุดที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเร่งตัวจนรวดเร็วเกินกว่าการคาดการณ์แบบเดิมแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ใช้งาน ไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบ

สิ่งที่เห็น คือ การสะท้อนผ่านความสามารถของ AI ยุคใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมช่วยงานทั่วไป แต่ก้าวสู่การเป็น “ผู้รอบรู้หลายสาขาแบบเสมือน” (Virtual Polymaths) ดังจะเห็นได้จากผลการทดสอบศักยภาพระดับสูง เช่น แบบทดสอบ Humanity’s Last Exam ที่โมเดล AI อย่าง Claude Opus 5.5 สามารถทำคะแนนขยับสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 8% ในช่วงต้นปี 2025 มาแตะระดับ 67.7%

รวมไปถึงความสามารถในการร่วมแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง การออกแบบตัวยาเพื่อการทดลองทางคลินิก และการตรวจจับข้อผิดพลาดในการคำนวณทางฟิสิกส์ทฤษฎีของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

ในมิติทางเศรษฐกิจ AI เข้ามาแก้ปัญหาข้อจำกัด ด้านผลิตภาพการวิจัยที่เคยลดลงและมีต้นทุนสูงขึ้นตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การสร้าง “นักวิทยาศาสตร์เสมือน” เพิ่มขึ้นนับพันล้านระบบภายใต้การกำกับของมนุษย์ จะกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยมีการจำลองแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ว่า สามารถดัน GDP ของประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ ให้แตะระดับ 44 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ภายในปี 2030

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย แม้ในระยะแรกจะเสียเปรียบจากการกระจุกตัวของศูนย์ข้อมูลและห่วงโซ่อุปทาน AI ในประเทศมหาอำนาจ แต่ นายคลาร์ก ชี้ว่า ระยะถัดไปซึ่งเป็นการขยาย AI สู่โลกกายภาพผ่านหุ่นยนต์และการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คือ โอกาสสำคัญ ประเทศที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและทรัพยากรสามารถ “ก้าวกระโดด” ได้ด้วยการสร้างสถานที่ทดสอบทางวิทยาศาสตร์จริง ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากนักวิทยาศาสตร์ดิจิทัล

สิ่งที่ไทยต้องเตรียมพร้อม คือ การลดคอขวดและกำกับดูแลอย่างชาญฉลาด เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องตระหนักและเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านคือ 

1.การลดคอขวดปลายนํ้า (Downstream Bottlenecks) ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการและกฎระเบียบ เพื่อรองรับการนำผลการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เช่น ตัวยาใหม่ หรือ นวัตกรรมเกษตร ออกจากห้องแล็บไปสู่การทดลองทางคลินิก โรงงาน และไร่นาได้อย่างรวดเร็ว

2.การกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง เนื่องจาก AI เป็นเทคโนโลยีสองด้าน ที่เก่งขึ้นทั้งการป้องกันและการโจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงความเสี่ยงด้านอาวุธชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องร่วมสร้างและประยุกต์ใช้มาตรฐานการทดสอบความปลอดภัย ความโปร่งใส และ การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการได้ เช่นเดียวกับการกำกับดูแลความปลอดภัยของยานพาหนะหรืออาหาร

3.การปรับตัวของตลาดแรงงานและการศึกษา แม้ระบบการเรียนแบบท่องจำจะถูกกดดัน แต่ความรู้ด้านศิลปศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา จริยธรรม และ ความคิดสร้างสรรค์ จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการนำทางและควบคุมเทคโนโลยี

นอกจากนี้ การรับมือผลกระทบต่อแรงงาน โดยเฉพาะงานบริการลูกค้าหรือ คอลเซ็นเตอร์ที่อาจลดลง ต้องทำควบคู่ไปกับการสนับสนุนบัณฑิตจบใหม่ และสร้างทักษะการทำงานร่วมกับ AI

ช่วงเปลี่ยนผ่านในโลกยุคใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การปฏิบัติต่อ AI ด้วยความจริงจัง รอบคอบ และแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่ทำได้” กับ “สิ่งที่ควรทำ” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะพาประเทศไทยรอดพ้นความเสี่ยง และเก็บเกี่ยวประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างยั่งยืน

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,246 วันที่ 22 - 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569