thansettakij
thansettakij
จากน้ำท่วมกรุงเทพฯ สู่โจทย์การเงินเพื่อธรรมชาติ

จากน้ำท่วมกรุงเทพฯ สู่โจทย์การเงินเพื่อธรรมชาติ

21 ต.ค. 69 | 06:33 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 06:45 น.

จากน้ำท่วมกรุงเทพฯ สู่โจทย์การเงินเพื่อธรรมชาติ : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4246

KEY

POINTS

  • ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ สะท้อนความเปราะบางของเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนระยะยาวเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง
  • แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรองรับน้ำและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • ความท้าทายสำคัญ คือ การขาดแคลนเงินทุนเพื่อธรรมชาติ ซึ่งการลงทุนในปัจจุบันยังต่ำกว่าที่จำเป็นอย่างมาก ขณะที่เงินทุนจำนวนมหาศาล ยังคงไหลไปสู่กิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • โจทย์การเงินเพื่อธรรมชาติจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มเงินลงทุน แต่คือ การปรับเปลี่ยนทิศทางการไหลของเงินทุนทั้งภาครัฐและเอกชนออกจากกิจกรรมที่ส่งผลเสีย ไปสู่การลงทุนที่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศ

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงกันยายน – ตุลาคม ที่ผ่านมา นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และ เศรษฐกิจแล้ว ยังสะท้อนความเปราะบางของเมืองใหญ่ในภาวะที่สภาพอากาศผิดปกติ ซึ่งในภาวะโลกรวนอันนำมาซึ่งภาวะอากาศสุดขั้ว (extreme weather events) ประกอบกับเมืองมีสิ่งปลูกสร้างจากคอนกรีตมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่ธรรมชาติที่ช่วยรองรับน้ำลดน้อยลง ภาวการณ์ในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ดังนั้น โจทย์สำคัญนอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแง่ของการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีโจทย์ในระยะกลางและระยะยาว เรื่องของการลงทุนเพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย  

แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) เป็นการใช้ธรรมชาติ ผ่านการปกป้อง จัดการ และ ฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสร้างประโยชน์ร่วมต่อมนุษย์ ชุมชน และความหลากหลายทางชีวภาพ  

NbS เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ว่าสามารถเสริมความสามารถของเมืองในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ (urban resilience)

สำหรับเมืองที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มบริเวณปากแม่น้ำเช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งการจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ก็ได้มีการนำแนวคิด NbS ไปใช้อยู่บ้างเช่นกัน เช่น บึงหนองบอน สวนเบญจกิติ (ระยะที่ 2 และ3) สวนป่านิเวศอ่อนนุช และอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดป่าในเมือง (urban forest) ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองแล้ว สวนเหล่านี้ยังถูกออกแบบมาให้ช่วยรองรับน้ำฝน และลดปัญหาน้ำท่วมได้

อย่างไรก็ตาม การสร้างโครงสร้างสีเขียว (green infrastructure) ในลักษณะนี้ยังเป็นโครงสร้างส่วนน้อยของเมือง 

นอกจาก บทบาทในการหน่วงน้ำเพื่อช่วยลดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดมากขึ้นในภาวะโลกรวนนี้แล้ว ธรรมชาติยังช่วยปกป้องเมืองในอีกหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลดความร้อนในเมือง การปรับปรุงคุณภาพอากาศ การรักษาวัฏจักรน้ำ และ การเสริมความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพของประชาชน 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน หรือ มีเพื่อเพิ่มความสวยงามของเมือง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต ซึ่งช่วยลดต้นทุนและความเสียหายจากความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้  

นอกจากนี้ เมื่อมองในมุมที่กว้างขึ้น ธรรมชาติยังมีบทบาทในการเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก และระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ยังช่วยในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาธรรมชาติให้สมบูรณ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน  

จากประโยชน์มากมายที่ธรรมชาติสร้างให้แก่มนุษย์ การดูแลรักษา ปกป้องฟื้นฟูธรรมชาติ จึงไม่ควรถูกมองเป็นรายจ่าย แต่เป็นการลงทุนที่สร้างบริการที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์หลายอย่าง ซึ่งจากการประมาณการของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า การลงทุนฟื้นฟูธรรมชาติให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 30 เท่า    

                    จากน้ำท่วมกรุงเทพฯ สู่โจทย์การเงินเพื่อธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม สภาพธรรมชาติในปัจจุบันเสื่อมโทรมลงอย่างมาก โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ การแคลนเงินทุน จากการศึกษาสถานะการเงินเพื่อธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน (State of Finance for Nature in ASEAN Regional Study 2025: ASEAN SFN) พบว่า ในประเทศสมาชิกอาเซียนในปี ค.ศ. 2023 มีการลงทุนใน NbS รวม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน 

โดยกว่าครึ่งของ NbS ที่ได้รับเงินลงทุนตอบโจทย์ปัญหาใหญ่ที่ภูมิภาคกำลังเผชิญหลายด้าน ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเสื่อมโทรมของที่ดิน 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ต่ำกว่าปริมาณเงินลงทุนต่อปี ที่ประเทศสมาชิกอาเซียน จำเป็นจะต้องใช้เพื่อไปถึงเป้าหมายในการจัดการปัญหาทั้งสามด้านดังกล่าวถึง 7 เท่า อีกทั้ง ยังน้อยกว่าจำนวนเงินที่ไหลไปยังกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติในปีเดียวกัน ซึ่งสูงถึง 3.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินจำนวนนี้มีทั้งที่จ่ายโดยภาครัฐ เพื่ออุดหนุนกิจกรรมที่เป็นผลเสียต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 49) และเป็นการลงทุนของภาคเอกชน (ร้อยละ 51)  

ดังนั้น โจทย์ของการเงินเพื่อธรรมชาติ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มเงินในการดูแลรักษาธรรมชาติเท่านั้น แต่รวมถึงการหลีกเลี่ยงรายจ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และการปรับเปลี่ยนทิศทางการไหลของเงิน ให้ออกจากกิจกรรมที่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติ ไปสู่กิจกรรมที่ส่งผลดีต่อธรรมชาติ เพื่อลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อธรรมชาติ  

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นบทเรียนเพื่อเตือนเราว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่อาจจำกัดอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น การลงทุนในการสร้างระบบธรรมชาติ ที่สนับสนุนเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน 

การลงทุนปกป้อง ดูแล ฟื้นฟู และ ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ จึงไม่ใช่วาระสิ่งแวดล้อมที่แยกส่วนจากการจัดการปัญหาโลกรวน แต่เป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและชีวิตเมือง   

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4246