thansettakij
thansettakij
นักวิชาการฉายภาพประท้วงฝรั่งเศสลาม เสี่ยงดันการเมืองยุโรปสุดโต่ง

นักวิชาการฉายภาพประท้วงฝรั่งเศสลาม เสี่ยงดันการเมืองยุโรปสุดโต่ง

21 ต.ค. 69 | 07:45 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 07:45 น.

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ ชี้ปมประท้วงฝรั่งเศสไม่ใช่แค่ปัญหาการศึกษา แต่สะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และข้อจำกัดการคลังของรัฐ จับตาคะแนนนิยมฝ่ายกลางถดถอย เปิดช่องซ้ายจัด-ขวาจัดขยายฐานเสียง กระทบเสถียรภาพยุโรปและทิศทางเศรษฐกิจโลก

KEY

POINTS

  • การประท้วงในฝรั่งเศสขยายวงจากข้อเรียกร้องด้านการศึกษาของนักเรียน ไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้างจากปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
  • นักวิชาการประเมินว่าความไม่พอใจต่อรัฐบาลกระแสหลัก อาจผลักดันให้ประชาชนหันไปสนับสนุนพรรคการเมืองขั้วสุดโต่งทั้งฝ่ายซ้ายและขวาจัดมากขึ้น
  • แนวโน้มการเมืองสุดโต่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฝรั่งเศส แต่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองในหลายประเทศทั่วยุโรปที่เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจเช่นกัน
  • ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงและข้อจำกัดทางการคลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสมีความสามารถจำกัดในการแก้ปัญหาและรักษาระบบรัฐสวัสดิการ

สถานการณ์การประท้วงในฝรั่งเศสกำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าความไม่พอใจต่อคุณภาพการศึกษา หลังการเคลื่อนไหวของนักเรียนและเยาวชนขยายวงไปสู่กลุ่มแรงงาน สหภาพแรงงาน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ

ท่ามกลางความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศและข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทิศทางการเมืองฝรั่งเศสและยุโรปในระยะต่อไป

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษา (นานาชาติ) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ผ่านฐานเศรษฐกิจว่า รากของปัญหาครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน โดยจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งมาจากการประท้วงของนักเรียนมัธยมเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ทั้งด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และหลักสูตรที่ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสมีประวัติการประท้วงบนท้องถนนมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศเข้ามาผสมกับปัญหาทางเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวจึงขยายจากข้อเรียกร้องเฉพาะกลุ่มไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง โดยมีกลุ่มแรงงานและผู้สนับสนุนขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองเข้ามามีบทบาทด้วย

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ระบุว่า ต้องแยกการเคลื่อนไหวของเยาวชนออกจากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นภายหลัง เพราะข้อเรียกร้องตั้งต้นของนักเรียนมุ่งไปที่การแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา ขณะที่ความไม่พอใจของประชาชนวัยทำงานมีความเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจ ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันราคาพลังงานและอาหาร ตลอดจนภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น

หนี้สาธารณะกดดันรัฐสวัสดิการ ฝรั่งเศสเหลือพื้นที่การคลังจำกัด

ปัจจัยที่น่ากังวลในระยะกลางคือความสามารถของรัฐบาลฝรั่งเศสในการรักษาระบบรัฐสวัสดิการ ท่ามกลางรายจ่ายภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การจัดเก็บรายได้และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอจะคลี่คลายข้อจำกัดทางการคลังได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ในปี 2568 ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 115.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของ GDP โดยคาดการณ์ ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ว่า หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นเป็น 120.2% ของ GDP ในปี 2570 ขณะที่การขาดดุลงบประมาณอาจเพิ่มเป็น 5.7% ของ GDP ในปีเดียวกัน 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบสวัสดิการครอบคลุมประชาชน แต่ต้องเผชิญกับภาระรายจ่ายจำนวนมากในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำและต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น การปรับลดรายจ่ายหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์จึงมีโอกาสเผชิญแรงต่อต้าน ขณะที่การเพิ่มภาษีเพื่อหารายได้มารองรับรายจ่ายก็อาจสร้างแรงกดดันต่อประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มเติม

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชายุโรปศึกษา (นานาชาติ) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ เศรษฐกิจฝรั่งเศสและยุโรปยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเพิ่มภาระต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาครัฐ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่ารัฐบาลจะจัดสรรเงินช่วยเหลืออย่างไร แต่รวมถึงความสามารถในการรักษาระบบสวัสดิการในระยะยาวโดยไม่ทำให้ฐานะการคลังเปราะบางลงไปอีก

รัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่มุ่งแต่ใช้กำลังควบคุมฝูงชน

สำหรับแนวทางคลี่คลายสถานการณ์ ผศ.ดร.ณัฐนันท์มองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดพื้นที่เจรจากับตัวแทนนักเรียน แรงงาน และกลุ่มผู้ประท้วง พร้อมกำหนดมาตรการแก้ปัญหาที่มีกรอบเวลาชัดเจน เช่น แผนยกระดับคุณภาพการศึกษา การเพิ่มบุคลากรครู หรือมาตรการบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพ

การมุ่งควบคุมฝูงชนโดยไม่แสดงให้เห็นแนวทางแก้ไขข้อเรียกร้อง อาจทำให้ความไม่พอใจสะสมและบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยิ่งทำให้ประเด็นเรื่องความชอบธรรมและความเหมาะสมในการใช้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

ทั้งนี้ การประท้วงอาจไม่ได้ยุติลงอย่างถาวรในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มกลับมาเป็นระยะ หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชนเห็นทั้งมาตรการเร่งด่วนและทิศทางนโยบายระยะยาว

จับตาการเมืองสุดขั้ว ฝ่ายกลางเผชิญแรงกดดัน

อีกผลกระทบสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง เมื่อประชาชนบางส่วนไม่พอใจรัฐบาลและพรรคการเมืองกระแสหลัก อาจหันไปสนับสนุนพรรคที่เสนอแนวทางแตกต่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งฝ่ายซ้ายจัดที่เน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลกระทบจากระบบทุนนิยม และฝ่ายขวาจัดที่ให้ความสำคัญกับระเบียบ ความมั่นคง และการจัดการปัญหาภายในประเทศ

ผศ.ดร.ณัฐนันท์ประเมินว่า หากรัฐบาลไม่สามารถคลี่คลายความไม่พอใจได้ ความขัดแย้งอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจอาจสนับสนุนพรรคการเมืองที่เสนอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงและความเสียหายต่อทรัพย์สินอาจให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความสงบเรียบร้อยมากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในฝรั่งเศส แต่เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศยุโรป รวมถึงกระแสสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาที่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ของเยอรมนี ความเสี่ยงสำคัญจึงอยู่ที่การลดลงของพื้นที่ประนีประนอมทางการเมือง และการที่พรรคการเมืองกระแสหลักต้องเผชิญแรงกดดันจากข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลไม่ได้หมายความว่านโยบายของประเทศจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมดในทันที เพราะยังมีข้อจำกัดจากรัฐสภา ศาล และกลไกถ่วงดุลอำนาจ รวมถึงพันธกรณีภายใต้สหภาพยุโรป การเปลี่ยนแปลงนโยบายจึงอาจเกิดขึ้นเป็นรายด้าน เช่น การจัดสรรงบประมาณสวัสดิการ การจัดเก็บภาษี หรือการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางทุกด้านอย่างฉับพลัน

ยุโรปอาจช่วยเหลือภายนอกได้น้อยลง กระทบความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในระดับระหว่างประเทศ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและแรงกดดันจากประชาชนอาจทำให้รัฐบาลยุโรปต้องทบทวนการจัดสรรทรัพยากรระหว่างปัญหาภายในประเทศกับภารกิจภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การสนับสนุนยูเครน หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ผศ.ดร.ณัฐนันท์มองว่า หากรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพและความไม่พอใจภายในประเทศมากขึ้น ความสามารถในการสนับสนุนภารกิจภายนอกอาจลดลง หรือถูกนำมาเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมืองมากกว่าเดิม ส่งผลต่อทิศทางความร่วมมือของยุโรปในอนาคต

อย่างไรก็ดี ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเทศไม่ควรถูกมองว่าเป็นผลจากการประท้วงในฝรั่งเศสเพียงประเทศเดียว แต่เป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สูง ต้นทุนพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาระการคลังของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความรุนแรงและเงื่อนไขแตกต่างกัน

ไทยต้องจับตา FTA-EU 

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ต้องติดตามมีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น ภาคธุรกิจไทยที่ทำการค้าหรือลงทุนกับยุโรปจำเป็นต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค ต้นทุนพลังงาน และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐในประเทศคู่ค้า

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการค้าของยุโรป แม้ความไม่สงบทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าการเจรจาจะต้องหยุดชะงัก แต่ความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและลำดับความสำคัญของรัฐบาลอาจมีผลต่อบรรยากาศทางธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน

ถอดบทเรียน รัฐสวัสดิการ

บทเรียนสำคัญสำหรับไทยอยู่ที่ข้อจำกัดของนโยบายการคลังและระบบสวัสดิการ เมื่อรัฐต้องรับภาระรายจ่ายเพื่อดูแลประชาชน ขณะเดียวกันก็เผชิญสังคมสูงวัยและความต้องการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น หากการสร้างรายได้ของรัฐไม่สอดคล้องกับภาระรายจ่าย รัฐบาลจะมีทางเลือกในการดำเนินนโยบายลดลง และอาจต้องเผชิญแรงกดดันระหว่างการรักษาสวัสดิการกับการควบคุมหนี้สาธารณะ

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่โดยตรง เพราะแรงงานวัยเริ่มต้นทำงานต้องร่วมสมทบเงินเข้าสู่ระบบประกันสังคมและระบบดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่ยังมีคำถามว่าระบบดังกล่าวจะสามารถให้หลักประกันแก่พวกเขาได้เพียงใดในอนาคต ภายใต้โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อคนหนุ่มสาวเหล่านี้แก่ชราลงในอนาคต เงินกองทุนจะยังเพียงพอถึงพวกเขาหรือไม่

ดังนั้น สถานการณ์ฝรั่งเศสจึงเป็นกรณีศึกษาว่า เมื่อความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐสูงขึ้น แต่ความสามารถทางการคลังมีข้อจำกัด ความไม่พอใจอาจขยายจากปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่คำถามต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเมืองโดยรวม และหากรัฐบาลไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนกับความยั่งยืนทางการคลังได้ ความขัดแย้งทางสังคมก็อาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางการเมืองในระยะยาว