
“แอนโทนี บลิงเค็น” รมว.ต่างประเทศ กุนซือเบอร์1ของ “โจ ไบเดน”
ทันทีที่กองทัพเมียนมาออกแถลงการณ์ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 1 ปีนับจากวันที่ 1 ก.พ. 2564 เป็นต้นไป นายแอนโทนี บลิงเค็น รมว.ต่างประเทศสหรัฐก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่า สหรัฐจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมา และขอให้กองทัพปล่อยตัวบรรดานักการเมืองที่ถูกควบคุมตัวไว้ในทันที ซึ่งรวมถึงนางอองซาน ซูจี และประธานาธิบดีอู วิน มินท์
เคยมีผู้กล่าวว่า ถ้าหาก นายแอนโทนี บลิงเค็น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนใหม่ พูดสิ่งใดในตำแหน่งหน้าที่ของเขา สิ่งนั้นคือภาพสะท้อนความคิด-ความเชื่อของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ด้วย เรื่องนี้นับว่าจริงเพราะล่าสุดนายไบเดน ก็ได้ออกมาประณามและขู่จะนำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้กับคณะรัฐประหารของเมียนมาอีกครั้งแล้ว
นายแอนโทนี บลิงเค็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา เป็นบุคคลที่คุ้นเคยกับ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มาเป็นเวลายาวนานเกือบ 20 ปี ก่อนตกปากรับคำดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองครั้งนี้ บลิงเค็นเป็นที่ปรึกษาทีมหาเสียงฝ่ายกิจการระหว่างประเทศให้กับไบเดนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทั้งคู่ผ่านเหตุการณ์หลายอย่างมาด้วยกัน ทำให้ไบเดนได้เห็นถึงบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอ และความสามารถในด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอีกฝ่าย ดังนั้น เมื่อถึงคราวต้องคัดสรรบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ชื่อของ แอนโทนี บลิงเค็น จึงพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง
บลิงเค็นกับไบเดนเคยทำงานร่วมกันครั้งแรกเมื่อย้อนกลับไปสมัยที่ไบเดนดำรงตำแหน่งกรรมาธิการกิจการระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐ และตอนนั้นบลิงเค็นเป็นผู้อำนวยการคณะทำงานฝ่ายพรรคเดโมแครต ต่อมาเมื่อโจ ไบเดน ได้ขึ้นเป็นรองประธานาธิบดีสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามาในปี 2552 นายบลิงเค็นก็ได้ขึ้นเป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาวด้านความมั่นคงแห่งชาติ และช่วงปลายสมัยของประธานาธิบดีโอบามา บลิงเค็นยังได้เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
หลังจากนั้นเมื่อไบเดนลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากโดนัลด์ ทรัมป์ บลิงเค็นก็เข้ามาเป็นผู้ประสานงานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของคณะทำงานของนายไบเดน กระทั่งเมื่อไบเดนคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2563 ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ บลิงเค็นก็เข้ามาทำหน้าที่จัดกำหนดการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างนายไบเดนกับบรรดาผู้นำของประเทศต่าง ๆ ที่โทรเข้ามาแสดงความยินดี
สื่อสหรัฐระบุว่า บุคลิกบางอย่างของบลิงเค็นและไบเดนนั้น เหมือนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างมีความสุขุมและสงบนิ่งแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่คับขันหรือกดดัน และจะว่าไปในบรรดารัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลของนายโจ ไบเดน ชุดนี้ นายแอนโทนี บลิงเค็น ถือว่าเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนายไบเดนมากที่สุด
ด้วยความที่เคยร่วมงานกันมาเกือบ 20 ปี ทั้งคู่สร้างความเคารพนับถือและสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นผ่านการทำงานร่วมกัน และเผชิญปัญหาร่วมกัน เช่นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2551 เฮลิคอปเตอร์ที่ทั้งคู่ใช้เดินทางขณะอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถานเผชิญพายุหิมะที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันทำให้ต้องนำเครื่องลงบนยอดเขาแห่งหนึ่งท่ามกลางอันตรายทั้งที่เป็นอันตรายจากธรรมชาติ และจากมนุษย์เนื่องจากเป็นพื้นที่ของกลุ่มตาลีบันซึ่งในขณะนั้นยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและภาวะก่อการร้าย แต่ผู้ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ครั้งนั้นเปิดเผยว่า นายบลิงเค็นเข้าใจความสุ่มเสี่ยงของสถานการณ์เป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังดูสงบนิ่งเหมือนไม่อะไรเกิดขึ้น แถมยังมีอารมณ์ขันและไม่ได้กล่าวโทษใคร
ในช่วงที่โจ ไบเดน ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการระหว่างประเทศของวุฒิสภา ทั้งคู่ได้เดินทางทำงานร่วมกันในทริปต่างประเทศบ่อยครั้ง ความมั่นใจ เชื่อใจ และไว้วางใจระหว่างกันได้บ่มเพาะขึ้นระหว่างเส้นทางยาวนานของการทำงานและประสบการณ์ร่วม กล่าวได้ว่าบลิงเค็นเป็น “เพื่อนสนิทต่างวัย”ของไบเดน ที่ผ่านงานด้านนโยบายต่างประเทศและคอยสนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองของเขาตลอดมา ทั้งคู่โหวตสนับสนุนการนำกองทัพอเมริกันเข้าร่วมในสงครามอิรัก และในเกือบจะทุก ๆการตัดสินใจของไบเดนด้านนโยบายต่างประเทศระหว่างดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสมัยปธน.บารัก โอบามานั้น ล้วนมีบลิงเค็นเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังการตัดสินใจด้วยทั้งสิ้น
วุฒิสมาชิกคริส คูนส์ จากพรรคเดโมแครตซึ่งทำงานใกล้ชิดกับบุคคลทั้งสองในคณะกรรมาธิการกิจการระหว่างประเทศของวุฒิสภา เคยให้ความเห็นไว้ว่า บลิงเค็นเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานวงในของไบเดนซึ่งเป็นแกนหลักที่มีความสำคัญและไม่สามารถหาใครมาทดแทนได้
แหล่งข่าววงในกล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า พวกเขาเชื่อว่าบลิงเค็นจะเป็นที่ปรึกษาในทุกๆ การตัดสินใจที่สำคัญของประธานาธิบดีโจ ไบเดน การทำงานที่ใกล้ชิดและเป็นที่ปรึกษาหารือกันมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษยังจะคงเดินหน้าต่อไปและขับเคลื่อนโดยแนวคิดของฝ่ายบริหารที่เชื่อว่านโยบายต่างประเทศนั้นจะมีความเกี่ยวเนื่องอย่างแยกกันไม่ได้กับนโยบายภายในประเทศซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงแข็งแรงของสหรัฐ
“พวกเขา (บลิงเค็นและไบเดน) จะยังคงบ่มเพาะสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อไปในมิติที่กว้างไกล” แหล่งข่าวกล่าว และด้วยการที่ทั้งคู่ทำงานเป็นทีมเดียวกันอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด ดังนั้นจึงเชื่อได้เลยว่า สิ่งที่บลิงเค็นจะพูดในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ คือสิ่งที่ประธานาธิบดีไบเดนเชื่อและคิดเช่นนั้นด้วย เขาจะเป็นปากเสียงให้กับประธานาธิบดี พูดแทนประธานาธิบดี และนั่นเป็นบทบาทสำคัญของรัฐมนตรีต่างประเทศที่หาได้ไม่ง่ายนักก่อนหน้านี้
แอนโทนี บลิงเค็น วัย 59 ปี เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศคนที่ 71 ของสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากได้รับการลงคะแนนรับรองโดยวุฒิสภาด้วยคะแนนสนับสนุน 78 ต่อ 22 เสียงในวันเดียวกันนั้น ภารกิจที่เป็นความท้าทายของเขาคือการนำสหรัฐอเมริกาถอยกลับจากนโยบายต่างประเทศ America First ของอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ที่เน้นผลประโยชน์ของสหรัฐต้องมาก่อน กลับมาสู่นโยบายต่างประเทศที่สร้างสรรค์ เน้นความร่วมมือกับนานาประเทศ และกลับเข้าสู่ระบบพหุภาคีอีกครั้ง
บลิงเค็นให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับสภาคองเกรสอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญ ๆด้านนโยบายต่างประเทศ และจะพยายามหาทางปรองดองกับอิหร่านอีกครั้งเพื่อกลับเข้าสู่ข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่รัฐบาลสหรัฐสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแยกตัวออกมา นอกจากนี้ยังยอมรับว่า จะปฏิรูปให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรที่มีความสามารถและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ กลับมาแข็งแกร่งและเป็นตัวแทนที่แท้จริงของอเมริกาในประชาคมโลก ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับจีนเขายอมรับว่า มีความจำเป็นที่สหรัฐต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวกับจีนมากขึ้น และสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ทำไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับจีนนั้น โดยหลักการก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยในหลาย ๆเรื่องก็ตาม
และจากการแสดงจุดยืนในกรณีรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเร็ว ๆนี้ ก็เชื่อได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะเทน้ำหนักให้คุณค่ากับประเด็นสิทธิมนุษยชน การยืนหยัดรักษาระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นสำคัญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดนโยบาย "โจ ไบเดน"(Joe Biden)
วิเคราะห์นโยบายรัฐบาล 'โจ ไบเดน' ต่อเอเชีย เหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไป?
โจ ไบเดนประกาศแล้ว “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” พร้อมเสนอชื่อ"เจเน็ต เยลเลน" เป็นขุนคลังสหรัฐคนใหม่ตามคาด
DITP คาดนโยบาย “โจไบเดน” เพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนไทยในสหรัฐฯ






