thansettakij
thansettakij
IMF เตือนโลกเสี่ยงวิกฤตการคลัง หนี้สูง-ดอกเบี้ยพุ่ง จี้รัฐเร่งปฏิรูปภาษี

IMF เตือนโลกเสี่ยงวิกฤตการคลัง หนี้สูง-ดอกเบี้ยพุ่ง จี้เร่งปฏิรูปภาษี

15 ต.ค. 69 | 07:44 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 07:45 น.

IMF เตือนโลกเสี่ยงวิกฤตการคลัง หนี้สูง-ดอกเบี้ยพุ่ง จี้รัฐเร่งปฏิรูปภาษี เพิ่มรายได้ ควบคู่ยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่าย รับมือวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

KEY

POINTS

  • IMF เตือนว่าโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงวิกฤตการคลัง เนื่องจากสถานะการคลังของหลายประเทศอ่อนแอลงและขาดดุลงบประมาณสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
  • ปัจจัยหลักที่น่ากังวลคือภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นและจำกัดพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย
  • IMF เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งปฏิรูปการคลัง โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

นายโรดริโก วาลเดส (Mr. Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “Building Fiscal Resilience in Shock Prone World” หรือ การสร้างความยืดหยุ่นทางการคลังในโลกที่เผชิญกับวิกฤตว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายทางการคลังที่รุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น แต่สถานะการคลังของหลายประเทศกลับมีแนวโน้มอ่อนแอลง โดยการขาดดุลการคลังขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แทนที่จะทยอยปรับลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศต้องเผชิญกับภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ทำให้การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับความต้องการของประชาชนมีความซับซ้อนมากขึ้น

หนี้สูง-ดอกเบี้ยแพง บีบพื้นที่การคลังทั่วโลก

นายวาลเดส ระบุว่า มีพัฒนาการสำคัญ 2 ประการที่น่ากังวล ได้แก่ การขาดมาตรการเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการลดการขาดดุลการคลัง และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้โลกเคยเผชิญสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมาแล้วเมื่อประมาณ 15-20 ปีก่อน แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ระดับหนี้สาธารณะของประเทศต่าง ๆ ยังต่ำกว่าปัจจุบันอย่างมาก การที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน จึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อการบริหารนโยบายการคลัง

IMF เตือนโลกเสี่ยงวิกฤตการคลัง หนี้สูง-ดอกเบี้ยพุ่ง จี้เร่งปฏิรูปภาษี

นอกจากปัจจัยภายในประเทศแล้ว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อภาวะการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้การรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการควบคุมความเสี่ยงทางการคลังทำได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน ฐานะการคลังของรัฐบาลยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานและอาหาร การลดลงของความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance: ODA) ตลอดจนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการบริหารงบประมาณและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

IMF ชี้รายได้ภาษีต่ำ 10% ต่อ GDP ไม่พอเป้าหมายพัฒนา

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ นายวาลเดส เน้นย้ำ คือช่องว่างระหว่างรายได้จากการจัดเก็บภาษีกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยระบุว่า หากประเทศต่าง ๆ มีรายได้ภาษีอยู่ในระดับประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะเป็นเรื่องยากที่จะขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข และระบบการศึกษาให้เพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนา

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมรายจ่ายหรือปรับลดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการลงทุนที่จำเป็นและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายวาลเดส เสนอว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการออกแบบนโยบายภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ แทนการเร่งปรับลดภาษีเพื่อหวังกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยการปรับโครงสร้างระบบภาษีอย่างเหมาะสมจะช่วยส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาฐานรายได้ที่จำเป็นต่อการลงทุนภาครัฐและการสร้างเสถียรภาพทางการคลัง

ทั้งนี้ การปฏิรูประบบภาษีจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความสามารถในการจัดหารายได้ของรัฐบาล โดยต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการลงทุนเพื่อการพัฒนาในระยะยาว ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงผลกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น

เร่งปฏิรูปการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพรายจ่ายรับมือวิกฤต

นายวาลเดสกล่าวว่า ในช่วงที่ความยืดหยุ่นทางการคลังของหลายประเทศเริ่มลดลง การป้องกันไม่ให้ปัญหาสะสมลุกลามไปสู่วิกฤตการคลังจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ

แนวทางสำคัญประกอบด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันด้านการคลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ และการระดมรายได้ภายในประเทศ เพื่อให้รัฐบาลมีขีดความสามารถเพียงพอในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนรองรับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต

นอกจากนี้ การสร้างขีดความสามารถทางการคลังที่เข้มแข็งยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและความช่วยเหลือทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงระบบบริหารจัดการการคลังของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

นายวาลเดสเน้นย้ำว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางการคลังไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการขาดดุลหรือควบคุมหนี้สาธารณะในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้รัฐบาลสามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาความสามารถในการลงทุนเพื่อการพัฒนาและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว