
IMF ชี้วิกฤตสงครามยืด เสี่ยงป่วนพลังงานโลก ประเมินปี 70 ยังฟิ้นไม่เต็มที่
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนสงครามกดเศรษฐกิจตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือปี 2569 หดตัว 1.3% ก่อนฟื้น 6.6% ในปี 2570 ท่ามกลางความเสี่ยงพลังงาน เงินเฟ้อ และการขนส่งที่ยังไม่คลี่คลาย
KEY
POINTS
- IMF เตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง เสี่ยงกระทบต่อการผลิตน้ำมันและเส้นทางขนส่งพลังงานโลก ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
- ความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานจะหยุดชะงักยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองและกำลังการผลิตส่วนเกินที่ลดน้อยลง
- IMF ประเมินว่าแม้เศรษฐกิจจะเริ่ม
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
โดยเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมัน เส้นทางขนส่งทางทะเล และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการกู้ยืม และฐานะการคลังของหลายประเทศ แม้เศรษฐกิจบางส่วนมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2570 แต่ระดับผลผลิตอาจยังไม่กลับสู่แนวโน้มก่อนเกิดสงคราม
นายจีฮัด อาเซอร์ (Jihad Azour) ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางและเอเชียกลางของ IMF ระบุว่า การปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง การปรับตัวของอุปสงค์ และกำลังการผลิตจากประเทศนอกพื้นที่ ช่วยลดแรงกระแทกจากการหยุดชะงักได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อปริมาณน้ำมันสำรองลดลงและกำลังการผลิตส่วนเกินมีน้อยลง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานเพิ่มเติมยังอยู่ในระดับสูง
เศรษฐกิจตะวันออกกลางติดลบ 1.3% จับตา GCC หดตัว 4.8%
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือจะหดตัว 1.3% ในปี 2569 เทียบกับการขยายตัว 3.3% ในปี 2568 ก่อนกลับมาขยายตัว 6.6% ในปี 2570 ขณะที่กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) มีแนวโน้มหดตัว 4.8% ในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวและขยายตัว 9.1% ในปี 2570
ผลกระทบทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามความสามารถในการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ความพร้อมของเงินสำรองเพื่อรองรับวิกฤต และระดับการพึ่งพาเส้นทางพลังงาน โดยประเทศที่ต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากการหยุดชะงักบริเวณดังกล่าวอาจส่งผลต่อทั้งการส่งออกพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในปี 2570 ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการค้าและการขนส่งจะกลับสู่ภาวะปกติในไตรมาสแรกของปี และการส่งออกจะทยอยฟื้นตัวในช่วงกลางปี หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจล่าช้าออกไปอีก
แม้การเติบโตกลับมาเป็นบวก แต่ผลผลิตทางเศรษฐกิจอาจยังไม่กลับสู่แนวโน้มเดิมก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบที่ตกค้างในภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น กาตาร์ซึ่งกำลังเร่งแผนฟื้นฟูกำลังการผลิตก๊าซ โดยปรับกรอบเวลาที่คาดว่าจะใช้ฟื้นฟูจากเดิมประมาณ 3 ปี เหลือราว 1 ปีครึ่ง
คอเคซัส-เอเชียกลางยังโต จอร์เจียรับแรงหนุนลงทุนและท่องเที่ยว
สำหรับภูมิภาคคอเคซัสและเอเชียกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 5.2% ในปี 2569 และ 5.0% ในปี 2570 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการเปลี่ยนเส้นทางการค้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังต้องเฝ้าระวังแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและอาหารนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการดำรงชีพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ขณะที่จอร์เจียมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดย IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 เป็น 7.2% หลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด ทั้งจากการลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า ความเสี่ยงของภูมิภาคยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้ง หากสงครามขยายวงหรือยืดเยื้อ อาจทำให้การผลิตพลังงานและการขนส่งหยุดชะงักมากขึ้น จนผลักดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะเดียวกัน หากภาวะการเงินโลกตึงตัว จะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและแรงกดดันต่อค่าเงิน โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยและประเทศที่มีความเปราะบางสูง ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารและมีงบประมาณจำกัดในการช่วยเหลือประชาชน
IMF จี้แก้ปัญหาธนาคารเลบานอน เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจอียิปต์
สำหรับประเทศที่เผชิญปัญหาเฉพาะ IMF ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบธนาคารและการจัดการหนี้ของเลบานอน โดยเห็นว่ากฎหมายแก้ไขปัญหาธนาคารและกฎหมายจัดการช่องว่างทางการเงินจำเป็นต้องมีความสอดคล้องกัน พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของภาครัฐอย่างชัดเจน และยึดลำดับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรฐานสากล
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การแบ่งรับภาระความเสียหายเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ผลักภาระให้ผู้ฝากเงินก่อนเจ้าหนี้ที่มีสิทธิสูงกว่าและผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ IMF เตรียมส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปเลบานอนในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้อง
ส่วนอียิปต์มีความคืบหน้าในการลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ เพิ่มความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน และเสริมสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่ยังจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยลดบทบาทของรัฐ เพิ่มความโปร่งใส และเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น
ด้านโมร็อกโกยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดย IMF คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะเติบโต 4.5% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 จากแรงสนับสนุนของภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่ซีเรียกำลังทำงานร่วมกับ IMF เพื่อฟื้นฟูสถาบันทางเศรษฐกิจ พัฒนาระบบสถิติ และเสริมสร้างความสามารถในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ หลังเผชิญความขัดแย้งมาเป็นเวลานาน โดยการฟื้นฟูขีดความสามารถของหน่วยงานภาครัฐถือเป็นส่วนสำคัญต่อการวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ดัน Middle Corridor เชื่อมการค้าเอเชีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป
นายจีฮัด อาเซอร์ ระบุเพิ่มเติมว่า การกระจายตลาดการค้าและการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเป็นประเด็นสำคัญต่อการเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเส้นทางมิดเดิลคอร์ริดอร์ (Middle Corridor) ซึ่งเชื่อมโยงเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป และมีโอกาสช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางการค้าเพียงบางเส้นทาง
การพัฒนาเส้นทางดังกล่าวจำเป็นต้องลงทุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและระบบขนส่ง ตลอดจนปรับปรุงขั้นตอนศุลกากรและกฎระเบียบระหว่างประเทศให้สอดคล้องกัน เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างตะวันออกกลางกับเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวเกินกว่าการซื้อขายพลังงาน โดยครอบคลุมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และเทคโนโลยีทางการเงิน
จีนยังเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของประเทศกลุ่ม GCC ขณะที่ศูนย์กลางทางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงเงินทุนและการลงทุนระหว่างภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แม้โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และพลังงาน
แนะคุมเงินเฟ้อ รักษาวินัยการคลัง ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม
ในด้านนโยบาย IMF เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง และหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการอุดหนุนในวงกว้าง เนื่องจากอาจเพิ่มภาระงบประมาณและทำให้ฐานะการคลังอ่อนแอลงในระยะยาว
การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรใช้มาตรการที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางโดยตรง และกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐมีประสิทธิภาพและไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น พร้อมเร่งสร้างเงินสำรองทางการคลัง กระจายตลาดส่งออก ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการแข่งขัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต
สำหรับประเทศเปราะบาง IMF ระบุว่า แม้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการจากหลายแหล่งมีแนวโน้มลดลง แต่การสนับสนุนระดับภูมิภาคจากประเทศกลุ่ม GCC ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งความช่วยเหลือจากซาอุดีอาระเบียแก่ปากีสถาน การสนับสนุนเพิ่มเติมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แก่จอร์แดน และความช่วยเหลือแก่อียิปต์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับความช่วยเหลือ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2563 IMF อนุมัติเงินสนับสนุนแก่ประเทศในภูมิภาครวมประมาณ 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในปีงบประมาณ 2569 ได้ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและพัฒนาศักยภาพรวม 437 โครงการ ครอบคลุม 31 ประเทศ
สำหรับรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางฉบับเต็ม IMF มีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยรายงานจะนำเสนอการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ ความเสี่ยง และแนวทางนโยบายสำหรับประเทศในภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก






