thansettakij
thansettakij
'เควิน วอร์ช' ประธานเฟด ชู AI เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก ย้ำภารกิจคุมเงินเฟ้อ

'เควิน วอร์ช' ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก ชี้ AI ตัวเปลี่ยนเกม ย้ำจุดยืนสู้เงินเฟ้อ

16 ต.ค. 69 | 05:37 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 05:45 น.

“เควิน วอร์ช” ประธานเฟด เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลกบนเวที IMF ชู AI พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินระยะยาว ชี้แนวทางบริหารและวัฒนธรรมองค์กร ย้ำภารกิจคุมเงินเฟ้อ

KEY

POINTS

  • เควิน วอร์ช ประธานเฟด ย้ำภารกิจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันของธนาคารกลางทั่วโลก
  • มองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก โดยในระยะยาวจะทำหน้าที่เป็น "อุปทานช็อกเชิงบวก" (Positive Supply Shock) ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและความมั่งคั่ง
  • AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้เฟดต้องจัดตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบต่อผลิตภาพและการจ้างงาน

ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ช่วง AM MD’s Fireside Chat คริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF เป็นผู้ดำเนินรายการและกล่าวแนะนำ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในโอกาสการทำงานครบ 148 วันในตำแหน่งประธานเฟดคนที่ 78

การสนทนาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงแสดงความยืดหยุ่น ทิศทางนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ ผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการปรับแนวทางบริหารและวัฒนธรรมองค์กรของเฟด เพื่อให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระยะต่อไป

เฟดเปลี่ยนวิธีประเมินเศรษฐกิจ มองสถานการณ์จริงมากกว่าข้อมูลย้อนหลัง

เควิน วอร์ช ระบุว่า แนวทางประเมินภาวะเศรษฐกิจของเฟดให้ความสำคัญกับการ “มองออกไปนอกหน้าต่าง” เพื่อสังเกตสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ทั้งด้านผลผลิต การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ มากกว่าการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลังซึ่งอาจมีความล่าช้า หรือใช้แบบจำลองคาดการณ์อนาคตรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความพยายามในการประเมินเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลในอดีตไม่สามารถอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างครบถ้วน

เควิน วอร์ช มองด้วยว่า แนวคิดเรื่อง “ภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง” (Secular Stagnation) ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงเมื่อราวสองทศวรรษก่อน ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เนื่องจากขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญการลงทุนขนาดใหญ่และการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยมีแรงสนับสนุนจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและรากฐานเศรษฐกิจจุลภาคที่แข็งแกร่ง

'เควิน วอร์ช' ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก ชี้ AI ตัวเปลี่ยนเกม ย้ำจุดยืนสู้เงินเฟ้อ

แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนดังกล่าวช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงหลายประเทศในกลุ่ม G20 มีความทนทานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ย้ำเสถียรภาพราคาเป็นหัวใจรับมือเงินเฟ้อ

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน เควิน วอร์ช ระบุว่า แรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นความท้าทายร่วมกันของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฟดได้ดำเนินการถอนการผ่อนคลายนโยบายการเงินไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้า พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างเสถียรภาพราคาให้แก่ประชาชน

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางในหลายประเทศต่างดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวอย่างสอดคล้องกัน เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยไม่มีประเทศใดฉวยโอกาสจากการดำเนินนโยบายของประเทศอื่น หรือแนวคิด “no free riders”

เควิน วอร์ชและคริสตาลินา กอร์เกียวา เห็นพ้องกันว่า การรักษาเสถียรภาพราคาอย่างจริงจังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน เนื่องจากความเชื่อมั่นด้านราคาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ และช่วยวางรากฐานให้การเติบโตในระยะยาวมีความยั่งยืน

ประเด็นดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ท่ามกลางความท้าทายที่ธนาคารกลางต้องรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพราคาและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

จับตา AI เปลี่ยนเศรษฐกิจระยะยาว  แรงกระแทกเชิงบวกด้านอุปทาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการสนทนาคือผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งเควิน วอร์ชมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญและส่งผลกระทบมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา โดยกล่าวติดตลกว่า ในสหรัฐฯ อาจเรียกเทคโนโลยีดังกล่าวว่า “SI” หรือ Synthetic Intelligence

เควิน วอร์ชอธิบายว่า ผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา โดยในระยะสั้นเทคโนโลยีดังกล่าวอาจส่งผลต่อด้านอุปสงค์รวมก่อน แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว AI มีแนวโน้มที่จะกลายเป็น “อุปทานช็อกเชิงบวก” (Positive Supply Shock) ซึ่งช่วยยกระดับผลิตภาพและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

'เควิน วอร์ช' ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก ชี้ AI ตัวเปลี่ยนเกม ย้ำจุดยืนสู้เงินเฟ้อ

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาปรับรูปแบบการทำงานของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อศักยภาพการผลิตและโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการสนทนาครั้งนี้ไม่ได้ระบุตัวเลขคาดการณ์ผลกระทบของ AI ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการจ้างงานอย่างเฉพาะเจาะจง แต่เน้นย้ำถึงศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างความมั่งคั่งในระยะกลางถึงระยะยาว

AI ปรับโฉมนโยบายการเงิน เฟดตั้งคณะทำงานศึกษาผลิตภาพ-การจ้างงาน

เควิน วอร์ช ยังมองว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง โดยช่วยให้สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น แทนการพึ่งพาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว

การนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลอาจทำให้ธนาคารกลางมีเครื่องมือเพิ่มเติมในการทำความเข้าใจภาวะเศรษฐกิจและประเมินความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม วอร์ชไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าการนำ AI มาใช้จะเปลี่ยนกระบวนการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยหรือกรอบนโยบายการเงินของเฟดอย่างไรในทางปฏิบัติ

เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เฟดได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษจากภายนอกเพื่อศึกษาประเด็นผลิตภาพและการจ้างงาน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการติดตามผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงิน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านผลิตภาพและการจ้างงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการประเมินภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางนโยบายของธนาคารกลาง

เตรียมปรับวัฒนธรรมเฟด ขยายความสำคัญทุกพันธกิจ

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแล้ว เควิน วอร์ช ยังกล่าวถึงแนวทางบริหารองค์กรภายในเฟด โดยสะท้อนบทเรียนจากการทำงานในช่วง 148 วันแรกว่า ต้องการขยายขอบเขตการดูแลให้ครอบคลุมทุกภารกิจขององค์กร ไม่จำกัดเฉพาะงานด้านนโยบายการเงิน

เควิน วอร์ช ระบุว่า พนักงานเฟดมากกว่า 75% จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 23,000 คน ไม่ได้ทำงานด้านนโยบายการเงินโดยตรง แต่รับผิดชอบภารกิจสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบการชำระเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค

ด้วยเหตุนี้ ในช่วง 100 วันข้างหน้า เขาจึงตั้งใจให้ความสำคัญกับงานกำกับดูแลสถาบันการเงินและระบบการชำระเงินอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ทุกส่วนขององค์กรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมปกป้องและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของสถาบัน (Institutional Credibility)

เควิน วอร์ช ยังต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับบุคลากรที่มีศักยภาพ สนับสนุนให้กล้าตั้งคำถามและท้าทายแนวคิดเดิม ตลอดจนทบทวนวิธีการทำงานจากหลักการพื้นฐาน แทนการยึดติดกับแนวปฏิบัติเดิมเพียงเพราะเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมาในอดีต